เกล็ดและแข้ง

เกล็ดและแข้ง
ขาไก่หรือแข้งไก่ลักษณะที่ดีนั้น ปั้นขาต้องใหญ่ แข้งเรียวเล็กกลม แข้งลักษณะนี้จะตีเจ็บ แต่บางท่านจะชอบแข้งใหญ่ ส่วนคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่จะชอบไม่เหมือนกัน คนรุ่นเก่า จะชอบแข้งไก่ที่ค่อนข้างเล็กและแข้งกลม คนรุ่นใหม่จะชอบแข้งที่เป็นเหลี่ยม
ลักษณะของไก่แข้งกลม คือ แข้งกลมหน้าและหลัง ด้านหน้าของหน้าแข้งค่อนข้างโค้งกลม ส่วนด้านข้างทั้งสองของแข้งก็โค้งกลม มีท้องแข้งปูดอิ่มกลมมน จึงทำให้แข้งไก่นั้นกลมเรียกว่า แข้งคัด หรือ แข้งเรียวหวาย
ลักษณะของไก่แข้งเหลี่ยม คือ จะมีเกล็ดหน้าแห้งไม่แถวใดก็แถวหนึ่ง หรืออาจจะทั้ง 2 แถว ทั้งนอกและใน เป็นขอบสันนูนขึ้นและเรียงต่อกันเป็นแถว ตั้งแต่หัวเข่า จนถึงข้อเท้า ถ้าเป็นกับเกล็ดแข้งทั้ง2 แถวและเป็นสันอยู่ด้านข้างเรียกว่า เกล็ดแข้งเปิดเป็นปีก ไก่แข้งเหลี่ยมมักเป็นไก่ที่มีเกล็ดหน้าแข้งหนานูนแข็งแรงดี ท้องแข้งไก่นั้น ควรอิ่มเป็นสันนูน ทั้งนี้เพราะมีกระดูกหน้าแข้งทางด้านหลังงอกออกมาเป็นสันยาวจากเดือยตรงขึ้นไปหาเข่า ตามแนวของเกล็ดนำเดือย
ไก่บางตัวเลี้ยงอยู่ดีๆจะมีแข้งเป็นสีแดงเข้มทั้งแข้ง หรือเฉพาะครึ่งล่างเท่านั้นเรียกว่าเลือดลงแข้ง แสดงว่าระบบหมุนเวียนกลับของเลือดมีปัญหาจะต้องหยุดทำการซ้อม อาการอาจหายไปเอง หรือเป็นๆ หายๆ หรือไม่ยอมหาย จะต้องนำไปปล่อย เมื่อหายแล้วค่อยนำกับมาเลี้ยงใหม่ ส่วนความมันของเกล็ดแข้งนั้น จะมีความแตกต่างกัน ไก่ที่มีเกล็ดแข้งไม่มันเรียกว่า แข้งแห้ง ถ้าเกล็ดแข้งเป็นมัน เรียกว่า แข้งเปียก
เกล็ดหน้าแข้ง
ปกติจะมีอยู่2-3แถวการจัดเรียงตัวของเกล็ดหน้าแข้งของไก่จะไม่ค่อยเหมือนกันทุกตัวไปบางตัวจะมีเกล็ดแซม เกล็ดแตก นักเลงไก่รุ่นก่อนๆ จะเรียกเป็นชื่อเฉพาะ เช่น
1. เกล็กสองแถวปัดตลอด คือ การเรียงตัวของเกล็ดอีกแบบหนึ่ง โดยที่เกล็ดแถวนอกและแถวในมาพบกันที่แนวกลางของหน้าแข้ง โดยมันจะไม่สอดประสานกันแต่ จะยกตัวเป็นสันแยกกัน ส่วนตรงกลางหน้าแข้ง จะมองเห็นเป็นร่องเป็นเส้นตรง ลงไปถึงระหว่างโคนของนิ้วกลางและนิ้วนอก
2. เกล็ดสามแถวตลอดแข้ง คือ ไก่ที่มีเกล็ดแข้ง 3 แถว สม่ำเสมอตั้งแต่หัวเข่าลงไปจนถึงนิ้ว 3 โดยเกล็ดแข้งแถวนอกเป็นเกล็ดที่ต่อมาจากเกล็ดนิ้วนอก ส่วนเกล็ดแถวกลางเป็นเกล็ดที่ต่อมาจากนิ้วกลาง เกล็ดแข้งแถวในเป็นเกล็ดที่ต่อมาจากเกล็ดนิ้วใน ถ้าหากมีเกล็ดที่ต่อมาจากเกล็ดนิ้วก้อย สูงขึ้นไปถึงเข่าด้วย จะมองเหมือนกับเป็นเกล็ดแถวที่ 4 เรียกว่า เกล็ดเดิมพัน
3. เกล็ดวันทองห้ามทัพคือเกล็กแซมตรงกลางระหว่างเกล็ดหน้าแข้งทั้ง2แถวนับจากใต้เดือยลงมาแล้วไปตกลงช่องระหว่างนิ้วกลางและนิ้วนอกเป็นทั้ง 2 แข้งยิ่งดี
4. เกล็ดหนุมานประสานมือคือเกล็ดหน้าแข้งมี2แถวเรียงตัวสอดแทรกสลับกันเกล็ดแข้งทุกๆเกล็ดจะต้องหนาและนูนถ้ามีรอยบุ๋มตรงกลางของเกล็ดแสดงว่าใช้ไม่ได้
5. กำไลใต้เดือย 3 เกล็ด คือ มีเกล็ดกำไลอยู่ใต้เดือย 3 เกล็ด มีทั้ง 2 แข้งยิ่งดี
6. กำไลทั้งแข้งมีเดือย คือ ไก่ที่มีเกล็ดหน้าแข้ง เป็นเกล็ดใหญ่เกล็ดเดียว แต่ต้องมีเดือย ต้องเป็นทั้ง 2 ข้าง ตามปกติแล้วไก่ที่มีกำไลทั้งแข้งมักเป็นไก่เดือยคุด
7. กำไลตรงเดือย 1 เกล็ด ถ้ามีทั้ง 2 แข้งยิ่งดี
8. เกล็ดเสือซ่อนเล็บ คือ เมื่อให้ไก่ยืนเต็มเท้า เกล็ดนิว้กลางเกล็ดแรกจะถูกเกล็ดสุดท้ายของหน้าแข้งบังจนมิด หรือเกล็ดที่ 2 จะถูกเกล็ดแรกบังจนมิด ทำใเหมือนกับว่าเกล็ดหายไป 1 เกล็ด
9. เกล็ดจักรนารายณ์ คือ เกล็ดนิ้วทุกนิ้ว ทั้งข้างซ้ายและขวา แตกและแซมทุกๆนิ้ว รวมทั้งนิ้วก้อยจะดีมาก
10. เกล็ดเม็ดข้าวสารท้องแข้ง เป็น เกล็ดเล็กๆเป็นแถวแทรกอยู่ระหว่างเกล็ดเดิมพันและเกล็ดนำเดือย ไก่บางเหล่ามีเกล็ดเดิมพันต่ำและไม่มีเกล็ดเม็ดข้าวสาร ท้องแข้งแต่เป็นตุ่มคล้ายหนังแข็งๆ สีแดงลักษณะเช่นนี้ไม่ดี แต่ถ้าเป็นเกล็ดเม็ดข้าวสารท้องแข้งเป็นเกล็ดเล็กๆ นูนปูด ลูบดูสากมือ ลักษณะเช่นนี้ดี แข้งคม ไก่บางตัว อาจไม่มีเกล็ดเม็ดข้าวสารท้องแข้ง บางตัวมีแถวเดียว บางตัวมี 2 แถว หรือบางตัวเป็นเกล็ดแข้งละเอียด
11. เกล็ดเดิมพัน คือ เป็นแถวของเกล็ดท้องแข้งที่เรียงเบียดอยู่กับเกล็ดหน้าแข้งแถวใน จะเริ่มต่อจากเกล็ดโคนของนิ้วก้อย พาดอ้อมด้านในของเดือยไปทางด้านหน้า ไปหาเกล็ดแข้งแถวในเรียงเบียดเกล็ดหน้าแข้งแถวในขึ้นไปจนถึงหัวเข่าเกล็ดนี้จะมีแนวยาวไม่เท่ากันบางตัวต่ำกว่าเดือยก็ไม่มีเกล็ดแล้วลักษณะนี้ไม่ดีบางตัวเท่ากับ เดือยบางตัวอาจจะเลยขึ้นไปสูงกว่าเดือยเล็กน้อยลักษณะเช่นนี้พอใช้บางตัวเลยไปถึงหัวเข่าจะดีมากเกล็ดเดิมพันนี้ยิ่งขึ้นสูงยิ่งดีเกล็ดเรียงเบียดติดต่อกันสูงถึงเข่าดีที่สุด
12. เกล็ดตรงเดือย หรือ เกล็ดนำเดือย(เกล็ดอัน) คือ แถวของเกล็ดที่ขึ้นเริ่มจากเดือยไปหาหัวเข่า เกล็ดนี้จะอยู่กึ่งกลางของท้องแข้ง ยิ่งเป็นแถวตรงและขึ้นสูงถึงเข่า ยิ่งดี ห้ามมีเกล็ดแทรก เกล็ดขัดเด็ดขาด ลักษณะของเกล็ดควรจะนูนปูด ห้ามบุ๋ม เป็นทั้ง 2 ข้างเหมือนกันยิ่งดี เป็นเกล็ดมาตรฐานมักชนะ เกล็ดนี้จะเล็กหรือใหญ่ก็ไม่มีปัญหา ไก่บางตัวจะมีเกล็ดเล็กๆอยู่ใต้เดือย 1 เกล็ด เรียกว่าเกล็ดรองเดือย ส่วนไก่ที่มี 4 เดือย หรือเดือยแฝด อาจมีเกล็ดเหนือเดือย หรือเกล็ดรองเดือยยาวขึ้นมาเป็นเหมือนกับเดือยก็ได้
13. ดอกจันทน์หน้าเดือย คือ ไก่ที่มีเกล็ดหน้าแข้งในที่อื่นเป็นเกล็ด 2 แถว แต่ที่หน้าเดือยเป็นเกล็ด 3 แถว เกล็ดใหญ่พอๆกันทั้ง 3 แถว ทำให้มองเห็นเป็นรูป ดอกจันทน์6กลีบใหญ่เท่าๆกัน ถ้ามีทั้ง2ข้างยิ่งดีหรือที่หน้าเดือยมีเกล็ดเล็กๆเรียงตัวอยู่เป็นรูปดอกจันทน์ 6กลีบ หรือ 5กลีบ ถ้ามีทั้ง 2ข้างยิ่งดีลักษณะเช่นนี้ ตีเจ็บ ไก่ชนไม่ว่าลักษณะแข้งจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ก็ไม่สามารถยืนยันได้เท่าใดนักว่าจะตีเจ็บหรือไม่ เกล็ดเป็นเพียงส่วนประกอบของแข้งไก่เท่านั้น

การดูแลและอนุบาลลูกไก่

 ธรรมชาติของไก่พื้นบ้าน เมื่อฟักลูกไก่ออกแล้วยังต้องทำหน้าที่เลี้ยงดู โดยหาอาหารตาม ธรรมชาติและป้องกันภยันตรายทั้งหลายจนลูกไก่อายุประมาณระหว่าง 6-10 สัปดาห์ แม่ไก่จึงจะปล่อยให้ลูกหากินตามอิสระ การที่แม่ไก่ต้องคอยเลี้ยงดูลูกไก่นั้น จะมีผลเสียเกิดขึ้นได้ดังนี้ ในระหว่างการเลี้ยงลูกนั้น แม่ไก่จะหยุดการให้ไข่โดยสิ้นเชิง ทำให้การออกไข่ของชุดต่อไปล่าช้า อัตราการตายของลูกไก่สูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนจากร้อนจัดแล้วฝนตก ทำให้ลูกไก่ได้รับสภาวะเครียด ถ้าปรับตัวไม่ทันมักจะตาย ในแหล่งที่มีอาหารตามธรรมชาติไม่เพียงพอ ย่อมทำให้ลูกไก่ได้รับอาหารไม่ครบถ้วน ทำให้อ่อนแอ มีภูมิต้านทานต่อโรคต่ำลง เป็นผลทำให้ลูกไก่ตายด้วยโรคแทรกซ้อนได้ง่าย จำนวนลูกไก่ที่ฟักได้ต่อปีต่อแม่ไก่ลดลง ผลเสียดังกล่าวข้างต้น โดยปกติเกษตรกรมักมองข้ามและไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร เป็นเพราะราคาไม่สูงเหมือนกับสัตว์ใหญ่ชนิดอื่น ๆ ที่จำหน่ายได้ในราคาสูง ๆ
         อย่างไรก็ตามถ้าเกษตรกรจะยอมลงทุนบ้างและให้ความเอาใจใส่เพิ่มขึ้นอีกเล้กน้อยก็จะสามารถลดความสูญเสียดังกล่าวได้มากพอควร ซึ่งอาจเพียงพอที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น วิธีการแก้ไขทำได้โดยการแยกลูกไก่จากแม่ไก่มากเองภายในคอกไก่ การกกลูกไก่ คือการให้ความอบอุ่นแก่ลูกไก่โดยอาศัยความอบอุ่นจากหลอดไฟฟ้า หรือลวดร้อน หรือเตาถ่าน เป็นต้น ซึ่งก็เปรียบเสมือน บริเวณใต้ปีกไก่ของแม่ไก่ที่คอยให้ความอบอุ่นแก่ลูก ๆ นั่นเอง อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้สำหรับการกกลูกไก่ประกอบด้วย

           3.1 วัสดุรองพื้นคอก ที่นิยมใช้คือ แกลบเพราะหาได้สะดวก หรือจะเป็นพวกขี้เลื่อย หรือฟางข้าวแห้งนำมาตัดเป็นท่อน ๆ ยาวพอประมาณก็ได้
           3.2 แผงกั้นกกลูกไก่ อุปกรณ์ชนิดนี้มีไว้สำหรับจำกัดบริเวณลูกไก่ให้อยู่เฉพาะบริเวณที่มีความอบอุ่น และมีอาหาร ลูกไก่แรกเกิดนั้น จะยังไม่คุ้นเคยว่าบริเวณใดอบอุ่น ถ้าไม่มีแผงกั้นกก ลูกไก่อาจเดินหลงไปตามมุมคอกไก่ซึ่งความอบอุ่นไปไม่ถึง ย่อมส่งผลสูญเสียต่อการเลี้ยง แผงกั้นกกอาจทำจากไม้ไผ่ หรือวัสดุชนิดใดก็ได้ที่กั้นแล้วลูกไก่ลอดผ่านไม่ได้ โดยมากมักวางแผงกั้นกกเป็นรูปวงกลมจะดีกว่าวางเป็นรูปเหลี่ยม
         3.3 หลอดไฟฟ้า หลอดไฟ 100 วัตต์พร้อมฝาโป๊ะ 1 ชุด สามารถใช้กกลูกไก่ได้ประมาณ 10-50 ตัว แต่ในหมู่บ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า อาจดัดแปลงใช้เตาถ่านที่ยังมีความร้อนอยู่วางไว้บริเวณกึ่งกลางของแผงกั้นกกแล้วใช้แผ่นสังกะสีล้อมรอบเตาถ่ายนั้น ไว้อีกชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกไก่เดินชน หรือโดดลงไปในเตาถ่าน
         3.4 ม่านกั้นคอกไก่ มีไว้สำหรับป้องกันไม่ให้ลมฝนผ่านเข้าในคอกในระยะการกก ม่านนั้นอาจทำจากวัสดุเหลือทิ้ง เช่น พวกถุงปุ๋ยเก่า ๆ หรือพวกพลาสติก ซึ่งต้องนำมาล้างให้สะอาดก่อนนำมาทำเป็นม่าน
         3.5 ที่ให้น้ำและอาหาร อาจทำจากไม้ไผ่ผ่าซีก หรือทำจากยางรถจักรยานหรือมอเตอร์ไซด์เก่า ๆ ก็ได้ แต่ขนาดของยางไม่ควรกว้างและลึกเกินไป การกกลูกไก่นั้น จะใช้เวลาประมาณ 3-5 สัปดาห์ ส่วนในฤดูร้อนจะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ การกกในฤดูร้อนในช่วงกลางวันไม่จำเป็นต้องเปิดกกเพราะอุณหภูมิสูงอยู่แล้ว บางครั้งยังต้องเปิดม่านเพื่อให้ลมพัดผ่านระบายความร้อนภายในคอกออกไปด้วย ส่วนในเวลากลางคืน ควรเปิดกกและปิดม่านให้เรียบร้อย

การเลี้ยงหรืออนุบาลลูกไก่
ปัญหาการเลี้ยงไก่ แล้วลูกไก่มักจะตายมากกว่าการรอด การเลี้ยงไก่ชนนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด การอนุบาลลูกไก่โดยเฉพราะหน้าฝน เป็นช่วงที่เลี้ยงลูกไก่ยากมากเพราะลูกไก่มักจะเป็นหวัด แล้วโรคอื่นๆจะแทรกประกอบกับเป็นช่วงฤดูฝนทำให้เชื้อโรคทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเชื้อ แบคทีเรีย และเชื้อไวรัสต่างๆ แพร่กระจายได้รวดเร็วที่สุด การเลี้ยงหรืออนุบาลลูกไก่มีข้อควรพิจารณาดังต่อไปนี้
1. ต้องให้ความอบอุ่นเพียงพอในกรณีที่เลี้ยงเอง ไม่ได้ให้แม่ของมันเลี้ยง โดยการกกไฟและอยู่ในสุ่มไม่ให้ถูกละอองฝน
2. หากให้แม่มันเลี้ยงต้องขังสุ่ม ไว้ในที่ไม่โดนฝน หากให้แม่มันเลี้ยงแล้วปล่อยให้แม่ของมันพาไป ตากลมตากฝน ก็มีโอกาสเป็นหวัดได้ง่าย
3. ต้องมีการทำวัคซีน ให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลาที่กรมปศุสัตว์กำหนด คือ
– ทำนิวคลาสเซิล เมื่อลูกไก่ได่ 3-7 วัน โดยการหยอดจมูก หรือตาของลูกไก่จำนวน 2-3 หยด เมื่อครบ 3 เดือนทำอีกครั้งหนึ่ง
– ทำวัคซีนหลอดลม เมื่อลูกไก่อายุได้ 7-15 วัน โดยการหยอดจมูกหรือตา จำนวน 2-3 หยด
– ทำวัคซีนหวัดหน้าบวม เมื่อลูกไก่อายุได้ 2 เดือน โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังตัวละ 0.5 ซีซี
– ทำวัคซีนอหิวาต์ เมื่อลูกไก่อายุได้ 3 เดือน โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังตัวละ 1.0 ซีซี
อนึ่งในการทำวัคซีนมีข้อปฏิบัติที่ควรระมัดระวัง เพราะบางทีการทำวัคซีนป้องกัน กลับกลายเป็นการเติมเชื้อให้ไก่ไปเลยก็ม่ คือ
– การทำวัคซีนทุกครั้ง โดยเฉพาะเชื้อเป็น ควรทำในที่ร่มอย่าทำในที่แดดจ้า เพราะจะทำให้วัคซีนเสื่อม
– การทำวัคซีนทุกครั้ง โดยเฉพาะเชื้อเป็น ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง หากเกินกำหนดวัคซีนจะเสื่อม
– อย่าเทวัคซีนที่เหลือลงพื้นดิน เพราะจะทำให้เชื้อนั้นเจริญเติบโตได้ในที่ชื้นแฉะ กลายเป็นเชื้อโรคแพร่ระบาดต่อไป
– วัคซีนต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิไม่เกิน 5-8 C มิฉะนั้นวัคซีนจะเสื่อม
– การทำวัคซีนต้องทำกับไก่ที่มีสุขภาพแข็งแรง หากทำในไก่ที่ไม่สบายเช่นเป็นหวัด ถือเป็นข้อห้ามเพราะเท่ากับไปเพิ่มเชื้อโรคในไก่ ทำให้ไก่อ่อนแอ บางครั้งถึงตายได้
– การทำวัคซีน ไก่บางตัวจะแพ้ โดยเฉพาะไก่รุ่น, ไก่ใหญ่ที่ไม่เคยทำวัคซีนมาตั้งแต่เล็กจะมีการแพ้ ดังนั้นควรให้กินยาพาราเซทตามอล สักครึ่งเม็ดหลังจากทำวัคซีนโดยเฉพาะวัคซีนนิวคลาสเซิล ชนิดที่แทงปีกหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง รวมทั้งชนิดเชื้อตายด้วย

การปฏิบัติต่อขณะแม่ไก่ฟัก

การปฏิบัติดูแลแม่ไก่ระหว่างฟักไข่
 แม่ไก่ที่อยู่ในระหว่างการฟักไข่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลเป็นอย่างดี แม่ไก่บางตัวตั้งใจฟักไข่ไม่ค่อยลงมาหาอาหารกินทำให้ร่างกายซูบผอม จะต้องวางอาหารและน้ำเอาไว้ใกล้ๆกับรังฟัก ควรดูแลไข่และลูกไก่ให้ใกล้ชิดอีกด้วย ควรปฏิบัติดังนี้
1. ขณะที่แม่ไก่กำลังไข่ ไม่ควรที่จะให้วัคซีนหรือยาใดๆทั้งสิ้น ถ้าจะให้ควรให้ก่อนแม่ไก่จะไข่ ถ้าให้ในระหว่างแม่ไก่กำลังไข่ อาจจะทำให้หยุดไข่ได้
2. ถ้าแม่ไก่ออกไข่มากจนเกินไป ควรแบ่งไข่ออกไปกินบ้าง ถ้ามากเกินไปอัตราการฟักออกเป็นตัวจะน้อยมากแม่ไก่หนึ่งตัวควรฟักไข่ไม่เกิน 12 ฟอง
3. ควรจะต้องมั่นส่องไข่ เพื่อให้แม่ไก่ฟักเฉพาะไข่ที่มีเชื้อ ถ้าไม่มีเชื้อก็คัดออกมา ถ้าให้ฟักไปไข่ก็เสียเปล่าๆ
4. เมื่อฟักออกเป็นตัวแล้วควรแยกลูกไก่ไปเลี้ยงในคอกอนุบาล ปล่อยให้แม่ไก่ได้ฟื้นตัวเร็วๆ จะได้ไข่ใหม่เร็วๆเพราะแม่ไก่ไม่ต้องคอยเลี้ยงดูลูกเล็กๆ ร่างกายไม่โทรมได้พักฟื้นเต็มที่ ร่างกายแข็งแรงทำให้สามารถผสมพันธุ์และไข่ได้เร็ว
5. ระยะกกลูกไก่ควรใช้หัวอาหารอาหารสำเร็จรูปแล้วค่อยๆเติมอาหารธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงสัปดาห์ที่3 จึงปล่อยไก่ลงเลี้ยงแบบพื้นบ้านได้
6. ระยะกกลูกไก่ 3 สัปดาห์ ให้ผู้เลี้ยงทำวัคซีนได้ ถึง 4 ครั้ง
7. ลูกไก่ระยะกก ควรดุแลให้ความอบอุ่น เช่น น้ำ อาหาร อย่าให้ขาด ควรดูแลและเติมตลอดเวลา
8. รังไข่ควรมีจำนวนพอกับแม่ไก่ถ้าน้อยเกินไปจะเกิดปัญหาแม่ไก่แย่งรังไข่กันแม่ไก่ 5 ตัวควรมีรังไข่ 5 รังม่ควรมากกว่านี้ แม่ไก่บางตัวอาจไข่ทีเดียวสองรัง
9. คอกไก่ ควรทำความสะอาดเสมอ ควรพ่นยากำจัดไรที่พื้นคอกเดือนละครั้ง เพื่อไม่ให้ไรรบกวนไก่ที่อยู่ในคอก นอกจากจะรำคาญแล้วยังทำให้ไก่เจ็บป่วยได้ง่าย
10. แม่ไก่ที่ไข่และฟักเกิน 4 รุ่น ควรคัดออก ใช้แม่ไก่ใหม่แทน ที่คัดออกเพราะแม่ไก่แก่เกินไป ผลผลิตที่ได้ไม่เท่าแม่ไก่รุ่นใหม่ๆ

การเลี้ยงลูกไก่อ่อน
          เมื่อลูกไก่ออกจากไข่สามารถเดินได้แล้ว ลูกไก่อยู่ในช่วงอายุ 1-7 วัน ช่วงนี้ลูกไก่ยังอ่อนแอ และเป็นช่วงที่อันตรายมาก ไม่ควรให้แม่ไก่นำลูกออกมา เดินคุ้ยเขี่ยอาหาร ต้องกักขังแม่ไก่เอาไว้ แยกลูกไก่เอาไว้ในคอกอนุบาล ลูกไก่ที่แยกออกมานี้ต้องเลี้ยงและเอาใจใส่เป็นพิเศษให้ความอบอุ่นแก่ลูกไก่ ด้วยการกก ทำได้หลายวิธี วิธีง่ายๆคือ นำสุ่มมาครอบลูกไก่เอาไว้ เอาผ้าคุลมบนสุ่มและรอบๆสุ่มเอาไว้ กลางคืนจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดวางไว้ใกล้ๆ หรือจะใช้หลอดไฟขนาด 60-100 แรงเทียน ห้อยเอาไว้เหนือสุ่ม หรือใช้โคมไฟอ่านหนังสือตั้งไว้ข้างนอก เปิดไฟส่องไปในสุ่มไก่ให้ถูกตัวลูกไก่ อุณหภูมิเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าอุณหภูมิปกติ พอเหมาะ ลูกไก่จะกระจายวิ่งเล่น กินน้ำกินอาหาร ภายในสุ่มต้องปูพื้นด้วยแกลบ ขี้เลื่อย ฟางสับ ปูให้หนาประมาณ 5 เซนติเมตร เกลี่ยเรียบให้ทั่ว รางน้ำและอาหารต้องจัดเอาไว้เพื่อให้ลูกไก่หัดกิน ลูกไก่บางตัวกินน้ำไม่เป็น ควรจับปากลูกไก่จุ่ม ลงในน้ำ รางอาหาร ใส่รำละเอียด ควรใช้ถาดตื้นๆ กว้างๆ ให้อาหารทีละน้อยๆก่อน เพื่อให้ลูกไก่หัดจิกกิน ควรระวังอย่าให้ลมโกรกลูกไก่ ในกรณีที่เลี้ยงไก่เอาไว้ไม่กี่แม่อาจให้แม่ไก่กกลูกเองก็ได้ เมื่อลูกไก่ออกจากไข่หมดแล้ว ให้ย้ายทั้งแม่และลูกไก่ลงมาขังรวมกันในสุ่ม ครอบเอาไว้ทั้ง แม่และลูกประมาณ 5-10 วัน เพื่อให้ลูกไก่แข็งแรงดี ช่วงนี้ควรให้อาหาร เช่น รำ ปลายข้าว น้ำสะอาด ตั้งไว้ในสุ่มตลอดเวลา เมื่อได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ให้ปล่อยแม่ไก่พาลูกไปหาอาหารกินตามธรรมชาติ อย่าปล่อยไก่ออกไปในตอนเช้านัก นอกจากจะเกิดอันตรายแล้วยังทำให้ลูกไก่เป็นหวัด ไม่สบาย ต้องรอให้น้ำค้างแห้งเสียก่อนค่อยปล่อยออกไป นั่นหมายความว่าแดดออกแล้วนั่นเองแสงแดดอุ่นๆทำให้ลูกไก่รู้สึกสบายตัวมาก ควรปล่อยแม่และลูกไก่ไปในที่ลานกว้างๆกลางแจ้งมีแสงแดดส่องทั่วถึง ถ้าเป็นลานหญ้าได้ยิ่งดี เพราะลูกไก่จะได้วิ่งไล่จับแมลง เป็นการหัดหาอาหาร กินเองตามธรรมชาติและออกกำลังกายไปในตัวด้วย
การให้อาหารอีกวิธีหนึ่งก็คือ หาปลวกมากกะเทาะให้ลูกไก่กิน จะทำให้ลูกไก่โตเร็วมาก เพราะปลวกมีโปรตีนสูง กินง่ายลูกไก่จะชอบมาก กลางคืนควรให้ลูกไก่นอนตามความชอบ แต่ต้องนอนตามคอนเตี้ยๆ อย่าให้นอนที่ลานเด็ดขาดจะทำให้เสียสุขภาพ ถ้าเป็นไปได้กลางคืนควรเอาใส่สุ่ม เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ต่างๆ อาจจะหาไม้มาเสียบตามช่องสุ่มเพื่อเป็นคอนให้ไก่เกาะนอนในเวลากลางคืน

การให้อาหารลูกไก่
การให้อาหารลูกไก่สำคัญมาก เพราะลูกไก่ต่างอายุกัน ย่อมมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน วิธีให้อาหาร คือ
1. ลูกไก่อายุ 1 วัน เมื่อเอาลงมาจากรังไข่ ยังไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกไก่มีอาหารสำรองอยู่ในกระเพาะแล้ว ควรให้กินแต่น้ำสะอาด กวาดทราย เม็ดเล็กๆ ตั้งไว้เพื่อให้ลูกไก่หัดจิกกิน
2. ลูกไก่อายุ 2-7 วันควรให้กินปลายข้าวผสมกับหัวอาหาร ให้ทั้งเช้าและเย็น แต่ควรให้กินครั้งละน้อยๆเท่าที่ลูกไก่กินหมดภายใน 3-5นาทีเท่านั้น ตั้งน้ำสะอาจ กวาดทรายเล็กๆ ตั้งไว้ให้กินตลอดเวลา
3. ลูกไก่อายุ 2 อาทิตย์ ช่วงนี้ลูกไก่สามารถหาอาหารอย่างอื่นกินได้บ้างแล้ว แต่ก็ควรให้ปลายข้าวผสมหัวอาหาร อาหารหยาบ เช่น รำละเอียดผสมกับปลายข้าว กากถั่ว ข้าวโพดบด ปลาป่น กระดูกป่น เปลือกหอยป่น โดยผสมตามสูตรดังนี้ กระดูกป่น 0.1 กิโลกรัม เปลือกหอยป่น 0.2 กิโลกรัม อาจผสมเกลือแกงลงไปประมาณ 1 ช้อนชา ผสม พรีมิกซ์ไวตามินลงไปด้วยสักเล็กน้อย ควรหาเศษผัก หรือหญ้าสดมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โปรยให้ไก่กินวันละ 1-2 ครั้ง ที่สำคัญมากที่สุดก็คือน้ำสะอาดต้องมีตลอดเวลา คอยมั่นทำความ สะอาดบริเวณที่นอนของลูกไก่ อย่าให้สกปรก หมักหมม ควรให้ลูกไก่ถูกแสงแดดบ้างทั้งเช้าและเย็น
4. ลูกไก่อายุย่างเข้า 3-6 อาทิตย์ ลูกไก่ที่อยู่ในระยะนี้ขนจะขึ้นสมบูรณ์แล้ว และที่สำคัญจะเริ่มมีการจิกกัน อาหารผักสดยังคงให้เหมือนเดิม อาจจะเพิ่มกวาด ทรายให้กินเป็นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
5. ลูกไก่อายุ 7-8 สัปดาห์ ไก่ในช่วงเวลานี้จะเจริญเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม ควรแยกตัวผู้ และ ตัวเมียออกจากกัน ถ้าต้องการจะนำตัวผู้ไปตอน ก็ควรทำเสียตอนนี้เลย ควรให้วัคซีน นิวคาสเซิลครั้งที่ 2 โดยการฉีด การเลี้ยงดูควรให้อาหารและน้ำอย่างเพียงพอ คอยทำความสะอาดกรง หรือโรงเรือนอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นไก่จะไม่สบายตัว
6. ไก่อายุ 30-70 วัน ระยะนี้การให้อาหารง่ายมาก ควรให้กินอาหารข้าวกล้อง ข้าวเปลือกได้แล้ว วันต่อไปให้กินเฉพาะข้าวเปลือกอย่างเดียววัน ละครั้งในตอนบ่าย ปล่อยไว้ที่ลานซึ่งเป็นพื้นดินและพื้นหญ้า ควรปล่อยให้หาอาหารเองตามธรรมชาติ ควรเสริมอาหารเมื้อเช้าและเมื้อเที่ยงให้ด้วย มื้อเช้าให้จำพวกผัก เนื้อสัตว์ตอนเที่ยงควรเป็นข้าวสารมื้อเย็นเป็นข้าวเปลือกเมื่อย่างเข้าฤดูร้อนและฤดูฝนไก่มักขาดสารอาหารควรให้อาหารเสริม เช่น ใบกระถินโดยนำไปตากแห้ง แล้วนำไปแช่ลงในน้ำสะอาด 1 วัน เพื่อลดสารพิษ เป็นการช่วยเสริมสารอาหารแก่ไก่เป็นอย่างดี
7. ไก่ใหญ่ อายุ 70 วัน หรือ 2.5 เดือนเป็นต้นไป ไก่อายุขนาดนี้ อยู่ในระยะที่ให้ผลผลิต คือ ไข่ไก่ เมื่อโตถึงขั้นนี้แล้วจะมีความสามารถหาอาหาร ตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี แต่ระยะนี้ไก่ให้ผลผลิตเพื่อสืบพันธุ์ไก่จึงมีความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ควร ให้ปลายข้าว รำ ข้าวเปลือก เปลือกหอย กระดองปู เพื่อให้มีการเสริมธาตุ อาหารแคลเซียมยมและฟอสฟอรัส เมื่อได้มาแล้วให้นำมาทุบให้ละเอียดใส่ภาชนะตั้งทิ้งไว้ให้ไก่กินได้ ตลอดจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของไก่

แม่ไก่เลี้ยงลูกเอง
          เมื่อลูกไก่ออกจากไข่หมดแล้วควรให้แม่ไก่เลี้ยงลูกเองโดยการย้ายทั้งแม่ไก่และลูกไก่ลงมาขังในสุ่มหรือกรงบนพื้นดินที่แห้ง ในระยะแรกควรมีถาดอาหารสำหรับใส่รำ ปลายข้าวหรือเศษข้าวสุกให้ลูกไก่กิน และมีถ้วยหรืออ่างน้ำตื้น ๆ ใส่น้ำสะอาดให้กินตลอดเวลา เมื่อลูกไก่อายุประมาณ 2 อาทิตย์ ลูกไก่แข็งแรงดีแล้วก็เปิดสุ่มออกปล่อยให้ลูกไก่ไปหากินกับแม่ไก่ได้ ซึ่งโดยธรรมชาติแม่ไก่จะเลี้ยงลูกประมาณ 1-2 เดือน จึงจะแยกจากลูกเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ใหม่ หรือถ้าต้องการให้แม่ไก่เตรียมตัวไข่รุ่นต่อไปเร็วขึ้น หลังจากปล่อยให้เลี้ยงลูกได้ 2 อาทิตย์ ก็ให้แยกลูกออกจากแม่นำไปเลี้ยงในกรงต่างหาก เพื่อให้แม่ไก่พักตัวแล้วเตรียมตัวไข่รุ่นต่อไป ลูกไก่อายุ 2 อาทิตย์ที่แยกจากแม่ใหม่ๆ ยังหาอาหารไม่เก่งและยังป้องกันตัวเองไม่ได้ ต้องเลี้ยงในกรงต่างหากเพื่อให้ลูกไก่แข็งแรง ปราดเปรียวจนอายุได้เดือนครึ่งถึงสองเดือนจึงจะปล่อยเลี้ยงได้ ลูกไก่ระยะนี้เป็นช่วงที่ล่อแหลมมาก มักจะมีการตายมากที่สุดเจ้าของต้องดูแลเอาใสใส่อย่างใกล้ชิดเรื่องน้ำ อาหารและการป้องกันโรค ในกรณีที่มีแม่ไกเลี้ยงลูกขนาดต่าง ๆ กันหลายแม่ ควรจะมีสุ่มที่ขนาดตาถี่หรือตาห่างหลายๆ ขนาด มีอาหารและน้ำใส่ไว้ข้างในเพื่อเป็นการป้องกันไก่เล็กถูกเหยียบหรือเตะตาย เพราะไก่เล็กจะเข้าสุ่มที่มีรูเล็ก ลูกไก่รุ่นใหญ่ก็จะเข้าสุ่มที่มีตาใหญ่ ไก่รุ่นโตแล้วจะอยู่ข้างนอกเข้าไปไม่ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการช่วยให้ลูกไก่เล็กได้กินอาหารเต็มที่ โตเร็วขึ้นและตายน้อยลง กรณีที่เกษตรกรมีไก่รุ่น อายุ 3-4 เดือน จำนวนมาก ๆ ควรนำมาเลี้ยงขังกรงขุนให้กินอาหารเต็มที่ลัก 1 เดือน จะทำให้ไก่อ้วนขายได้ราคาดีซึ่งจะเป็นวิธีการช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

การฟักไข่

การฟักไข่
          ในการฟักไข่จะให้ได้ผลนั้นมีปัจจัยที่จะต้องนำมาพิจารณาร่วมกันอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน การประเมินผลของการฟักไข่ หรือประสิทธิภาพของการฟักไข่จะต้องพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ประกอบคือ  
อายุของพ่อแม่ไก่
อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่
การเก็บและคัดไข่
ตู้ฟักไข่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
 
         พ่อแม่ที่มีอายุมากจะทำให้อัตราการผสมติดและการฟักออกต่ำกว่าไก่ที่มีอายุน้อยอัตราการผสมติดและการฟักออกจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับแต่ไข่ไก่ฟองแรกไปสูงสุดเมื่อไก่ไข่ไปได้ 14-16 สัปดาห์ จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงในทางปฏิบัติไข่ไก่ระยะ 1-3 สัปดาห์แรก จะไม่นำไปฟักเพราะไข่ยังฟองเล็กเกินไป แต่จะเก็บไข่ฟักหลังจาก 3 สัปดาห์ ไปแล้ว และเช่นกันไก่ที่ไข่ครบปีแล้วจะไม่เก็บไข่เข้าฟัก เพราะอัตราการผสมติดจะฟักออกต่ำ ดังนั้นจะเก็บเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง สัปดาห์ที่ 52 อาหารไก่พันธุ์จะแตกต่างกันกับอาหารไก่ไข่ที่เราผลิตไข่เพื่อบริโภคจะต่างกันในส่วนของไวตามินที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของตัวอ่อนในไข่ฟัก เช่นไวตามินบี2และบี12และไวตามินอีซึ่งถ้าหากไวตามินเหล่านี้ไม่พอกับความต้องการของร่างกายและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนแล้ว จะมีผลกระทบต่อการผสมติด เช่น ขาดไวตามิน จะทำให้การผสมติดและตัวอ่อนตายในระยะอายุ 18 วัน มากกว่าปกติ ถ้าหากขาดไวตามินบี 1 จะทำให้ตัวอ่อนตายในระยะ 7-10 วันมาก โดยเฉพาะขาดไวตามินบี 2 หรือที่เรียกว่าไรโบฟลาวิลแล้วลูกไก่จะตายระยะสุดท้ายมากคือตายโคมมาก ตัวอ่อนจะพัฒนาจนสมบูรณ์ทุกอย่าง ไข่แดงดูดซึมเข้าท้องทุกตัว และมีขนขึ้นเต็มตัวแต่ไม่สามารถเจาะเปลือกไข่ออกได้

         ดังนั้นในการพิจารณาหาเหตุผลว่าทำไมการฟักไข่จึงให้ผลต่ำกว่ามาตรฐาน จึงใคร่ขอให้คำนึงถึงอาหารที่ใช้เลี้ยงแม่พันธุ์ด้วย การใช้อาหารไก่ไข่ที่ใช้ในการผลิตไข่บริโภคมาเลี้ยงไก่แม่พันธุ์ แล้วจะทำให้การฟักออกต่ำ จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มไวตามิน เอ, ดี, อี และบีให้มากขึ้นและอาหารจะต้องใหม่สดอยู่เสมอเพราะอาหารเก่าเก็บไว้นานไวตามินจะเสื่อมสลายทำให้ไข่ขาดไวตามินที่เกี่ยวข้องกับการผสมติดและฟักออกสำหรับอาหารไก่พ่อพันธุ์จะแตกต่างกับอาหารแม่พันธุ์ตรงที่มีธาตุแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสที่ต่ำกว่า การฟักไข่โดยปกติจะฟักด้วยเครื่องฟักไข่ทันสมัยที่มีขนาดบรรจุได้ตั้งแต่ 1,000-10,000 ฟอง การฟักจะแบ่งออกเป็นรุ่น ๆโดยรวบรวมไข่ให้ได้มาก ๆ จึงนำเข้าตู้ฟักครั้งหนึ่งในทางปฏิบัติเราจะรวบรวมเข้าตู้ฟักทุก ๆ 3-7 วัน โดยการเก็บไข่ไว้ในห้องเก็บไข่ที่ปรับอากาศที่มีอุณหภูมิ 65 องศา F (18.3 องศา C) ความชื้นสัมพัทธ์ 75-80% หรือเท่ากับอุณหภูมิตุ้มเปียก 55-58 องศา F

          ก่อนที่จะนำไข่เข้าเก็บในห้องเย็นควรจะคัดไข่ไม่ได้ขนาดออกไป ควรเก็บเฉพาะไข่ขนาด 50-65 กรัม/ฟอง ใหญ่หรือเล็กกว่านี้คัดออกพร้อมนี้ได้คัดไข่บุบ ร้าวผิวเปลือกบาง ขรุขระ และรูปร่างผิดปกติออกหลังจากคัดไข่แล้วจะต้องรมควันฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับเปลือกไข่รมควันก่อนนำเข้าเก็บในห้องเย็นทุกครั้งการรมควันควรทำในตู้ไม้ปิดฝาสนิทที่จัดสร้างไว้เป็นพิเศษตามความเหมาะสมกับ ปริมาณไข่ไก่ที่จะรมควันในแต่ละแห่งเป็นตู้ไม้ที่มีฝาปิด-เปิดได้ ภายในตู้โล่ง เป็นที่สำหรับวางถาดไข่ที่วางเรียงซ้อนกันได้ หรือแบ่งเป็นชั้น ๆ แต่พื้นเจาะรูให้ควันผ่านได้ การรมควันให้ใช้ด่างทับทิม จำนวน 17 กรัม ใส่ลงบนถ้วยแก้วหรือถ้วยกระเบื้อง (ห้ามใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ) แล้วเติมด้วยยาฟอร์มาลิน 40% จำนวน 30 ซีซี. ลงไปในถ้วย ชั่วครู่จะมีควันเกิดขึ้นและรีบปิดฝาตู้ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วจึงเปิดฝาและทิ้งไข่ไว้อีกนาน 20-30 นาที จึงนำไปเข้าห้องเก็บไข่ ส่วนผสมของด่างทับทิมและฟอร์มาลิน 40% ดังกล่าวใช้สำหรับรมควันตู้ขนาด 100 ลูกบาศก์ฟุต ถ้าหากท่านมีตู้รมควันเล็กกว่านี้ก็ให้ลดน้ำยาและด่างทับทิมลงตามส่วน การเก็บไข่ไว้ในห้องเย็นควรจะเรียงไข่ไว้บนถาดใส่ไข่ที่เป็นพลาสติกที่สามารถซ้อนกันให้สูงเป็นตั้ง ๆ ได้ เพื่อป้องกันลมในห้องไม่ให้ผ่านไข่มากเกินไป และสะดวกต่อการกลับไข่ การกลับไข่โดยการใช้มือเขย่าถาดไข่ทั้งตั้งให้เคลื่อนไหวเบา ๆ ทำทุก ๆ วัน ละ 1 ครั้ง จะช่วยลดอัตราการตายของตัวอ่อนระยะ 1-7 วันได้มาก

         ก่อนที่จะนำไปเข้าฟักจะต้องนำไข่ออกผึ่งไว้ในอุณหภูมิห้องอย่างน้อย 12 ชั่วโมง หรือผึ่งอากาศนอกห้องเย็นไว้หนึ่งคืนก่อนจึงนำเข้าตู้ฟัก ตู้ฟักไข่ไก่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเป็นตู้ฟักไข่ไฟฟ้า มีขนาดบรรจุแตกต่างกันตั้งแต่ 100 ฟอง จนถึง 100,000 ฟอง/ตู้ แต่โดยหลักการและวิธีการแล้วทุกตู้จะต้องมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน 4 ชนิดดังนี้ พัดลม ทำหน้าที่กระจายความร้อนในตู้ให้สม่ำเสมอพร้อมกันนี้จะทำหน้าที่ดูดอากาศดีเข้าไปในตู้ และอีกด้านหนึ่งจะเป่าอากาศเสียออกจากตู้ โดยจะรักษาอากาศที่ดีมีอ๊อกซิเจน 21% ไว้ในตู้ให้มากที่สุด และลดระดับ อากาศคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ให้ต่ำกว่า 0.5% ความเร็วของลมประมาณ 750-1400 รอบต่อนาที ขึ้นอยู่กับขนาดของใบพัด และรักษาการเคลื่อนไหว ของพัดลมผ่านไข่ในถาดไม่ให้เร็วเกินไป ส่วนใหญ่แล้วลมจะพัดผ่านไข่ด้วยความเร็ว 7 ชม. ต่อวินาที ในขณะที่เดินเครื่องพัดลมจะเป่าอากาศออกและดูดอากาศเข้าตลอดเวลาและต้องการอากาศหายใจเป็นทวีคูณตามอายุของการฟักไข่ เช่น ไข่ 1,000 ฟอง ต้องการอากาศหายใจเมื่ออายุ 1 วัน 18 วัน และ 21 วัน เท่ากับ 2-3, 143 และ 216 ลูกบาศก์ฟุตต่อชั่วโมงตามลำดับซึ่งมากกว่าถึง 100 เท่าของระยะแรก ๆ

         การตั้งพัดลมจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เป่าลมไปกระทบไข่โดยตรง ด้านหน้าพัดลมจะมีลวดร้อนไฟฟ้าให้ความร้อนแก่ตู้ฟัก พัดลมจะพัดผ่านความร้อนแล้วนำความร้อนไปกระทบผนังตู้ก่อนแล้วจึงกระจายไปบนไข่ไก่ด้วยแรงสะท้อนจุดตรงที่ลมกระทบผนังนี้จะเจาะรูไว้สำหรับให้อากาศออกส่วนด้านตรงข้ามของรูออกจะเป็นตำแหน่งเจาะรูสำหรับอากาศดีเข้าตู้ในกรณีที่ไฟฟ้าดับและพัดลมไหม้จะทำให้อากาศภายในตู้ร้อนจัด และไม่มีอากาศหมุนเวียน ลูกไก่จะตายหมดดังนั้นในด้านปฏิบัติจึงต้องเปิดฝาตู้ฟักไข่ไว้จนกว่าไฟฟ้าจะมาหรือซ่อมพัดลมเสร็จ การเปิดฝาตู้ฟักขึ้นอยู่กับอายุของไข่ในตู้ถ้าหากไข่อายุน้อยเปิดเพียงแง้มตู้ไว้เป็นพอแต่ถ้าไข่อายุมาก จะต้องเปิดกว้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศภายในร้อนจัด ซึ่งเป็นความร้อนที่เกิดจากการหายใจของลูกไก่จุดวิกฤตที่จะต้องเอาใจใส่อย่างยิ่งคือช่วงสุดท้ายของการฟักไข่คือระหว่าง 18-21 วัน ถ้าหากไฟฟ้าดับพัดลมไม่เดินลูกไก่จะตายภายใน 10-20 นาที เพราะลูกไก่ขาดอากาศ จึงต้องคอยระวังอย่างใกล้ชิดและเปิดฝาตู้ทันทีที่ไฟดับ ลวดร้อนไฟฟ้าเป็นแหล่งให้ความร้อนแก่ตู้ฟักจะวางอยู่หน้าพัดลมหรือใกล้ ๆ พัดลม ลวดร้อนมีขนาดตั้งแต่ 100 วัตต์ ถึง 1,500 วัตต์ ขึ้นอยู่กับขนาดของตู้ ตู้บรรจุ 10,000 ฟอง ใช้ลวดร้อนประมาณ 750-1,000 วัตต์ ในตู้หนึ่ง ๆ อาจจะวางลวดร้อนไฟฟ้าไว้หลายแห่งตามจำนวนพัดลมที่ใช้

          การทำงานของลวดร้อนจะถูกควบคุมด้วยเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ จุดที่ต้องสนใจของลวดร้อนไฟฟ้าคือระวังอย่าให้ถูกน้ำจะทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และช๊อตเป็นอันตรายและถ้าหากเดินเครื่องแล้วอุณหภูมิตู้ไม่สูงขึ้น อาจจะเนื่องมาจากสายลวดร้อนขาดหรือไม่ก็สะพานไฟหรือสายไฟที่ต่อเข้าลวดร้อนขาดตอนบางแห่ง หรือไม่ก็อุปกรณ์ที่ควบคุมลวดร้อนเสีย เครื่องควบคุมความร้อนอัตโนมัติ การควบคุมอุณหภูมิของตู้ฟักไข่ให้อยู่ระดับที่ต้องการและรักษาระดับให้สม่ำเสมอเหมาะกับความต้องการฟักไข่นั้น ในปัจจุบันมีอยู่ 2

         ระบบที่หนึ่งเป็นระบบที่ควบคุมด้วยเทอร์โมมิเตอร์ที่มีคุณสมบัติวัดอุณหภูมิภายในตู้ และทำหน้าที่เป็นตัวตัดไฟเข้าลวดร้อนไฟฟ้าผ่านการทำงานของ Selenoi           ระบบที่สองเป็นระบบที่ควบคุมความร้อนด้วยเวเฟอร์และไมโครสวิช ระบบควบคุมด้วยเทอร์โมมิเตอร์ มีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 4 ชิ้น คือ เทอร์โมมิเตอร์แผงอิเล็คทรอนิค Selenoi และลวดร้อนไฟฟ้าเทอร์โมมิเตอร์ จะถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิ 99 องศา F หรือ 100 องศา F หรือ 98.8 องศา F หรือ 86 องศา F เลือกได้ตามต้องการ เทอร์โมมิเตอร์นี้ราคาแพงประมาณอันละ 2,400-3,200 บาท และเป็นวัตถุทำด้วยแก้วบางแตกได้ง่ายถ้าไม่ระวังเทอร์โมมิเตอร์มีปลอกตะกั่วอยู่ 2 แห่งภายในปลอกตะกั่วจะมีลวดแพลตินัมแข็งเชื่อมระหว่างปรอทภายในเทอร์โมิเตอร์กับตะกั่วรอบนอก ทำหน้าที่เป็นสะพานไฟฟ้า Selenoi(ซีลีนอย)ทำหน้าที่เป็นสวิชปิดเปิดไฟแรงสูงไปยังลวดร้อนไฟฟ้าสวิชมีความทนทานต่อความร้อนที่เกิดจากการไฟฟ้ากระโดดจากขั้วหนึ่งไปขั้วตรงกันข้ามอันเนื่องมาจากลวดร้อนกินไฟมากการปิดหรือเปิดสวิชของ Selenoi จะสั่งการโดยเทอร์โมมิเตอร์อีกขึ้นหนึ่งตัว Selemoi ส่วนมากจะใช้ไฟกระแสตรง DC 24 V แผงอิเล็คทรอนิค เป็นส่วนประกอบที่ช่วยลดกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านเทอร์โมมิเตอร์ไม่ให้กระโดด อันเป็นสาเหตุที่ทำให้แถบปรอทบาง ๆ ขาดหรือไหม้ใช้การไม่ได้

          การที่เครื่องฟักไข่ไม่ทำงานตามปกติเกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความร้อนและความชื้น สาเหตุเนื่องมาจากแผงอิเล็คทรอนิคไหม้การจากเทอร์โมมิเตอร์ไปยัง Selenoi ถูกตัดขาดด้วยแผงอิเล็คทรอนิคจึงทำให้เครื่องฟักไข่ไม่ทำงานแผงอิเล็คทรอนิคนี้อยู่ใกล้ ๆ กับ Selenoi เป็นแผ่นบาง ๆ รูปสีเหลี่ยมขนาดประมาณ 4 + 5 ที่มี Transistor และ Resister เป็นส่วนประกอบ ถ้าหากแผงนี้ไม่ทำงานและไหม้จำเป็นจะต้องเปลี่ยนใหม่          โดยปกติแล้วแผงนี้มีอายุการใช้งานได้นานหลายปีถ้าหากไม่มีเหตุไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้น บางครั้งแผงไม่ทำงานอาจเนื่องมาจากขั้วเสียบไฟฟ้าของแผงหลวมไฟฟ้าเดินไม่สะดวกก็เป็นได้ ดังนั้นก็ทดลองขยับและเสียบให้แน่นก็ช่วยแก้ปัญหาได้ ลวดร้อนไฟฟ้าเป็นแหล่งกำเนิดความร้อนในตู้ฟักไข่ใช้ไฟ 220 V กินไฟฟ้าตั้งแต่ 100-1500 วัตต์ มีรูปร่างต่างกันตามแต่ผู้ผลิตตู้ฟักกำหนดส่วนใหญ่แล้วมี 2 แบบคือแบบเส้นลวดขดเป็นวงกลม เช่น ลวดร้อนของเตาไฟฟ้าที่ใช้หุงต้มกันในบ้าน ลวดร้อนนี้จะถูกยืดออกให้ยาวเพื่อไม่ให้เกิดความร้อนจัดจนออกสีแดง ชนิดนี้มีจุดอ่อนคือถ้าหากมือของเราจับพลาดไปถูกเส้นลวดเข้าจะถูกไฟช๊อต และบางครั้งลวดร้อนจะขาด เนื่องจากใช้งานนานหรือไฟฟ้าลัดวงจร ลวดร้อนแบบที่สองเป็นขดลวดรูปตัวยู ภายในใส้กลางจะบรรจุลวดร้อนไฟฟ้ารอบ ๆ ลวดร้อนอัดด้วยสารประเภทซิลิก๊อนไม่เป็นฉนวนไฟฟ้า จึงทำให้ไฟฟ้าไม่ช๊อตเมื่อมือของเราสัมผัสลวดร้อนชนิดนี้ใช้งานได้ทนทานและไม่ค่อยจะขาด เนื่องมาจากไฟไม่ลัดวงจรลวดร้อนทั้งสองแบบทำงานโดยการควบคุมของ Selenoi จะเป็นตัวปิดหรือเปิดกระแสไฟฟ้าให้ผ่านลวดร้อน

           อุปกรณ์ที่ควบคุมอุณหภูมิตู้ฟักไข่ชนิดที่สอง ที่เป็นแบบเวเฟอร์และไมโครสวิชเป็นวิธีการง่ายที่สุดและใช้งานได้ดีไม่ค่อยมีปัญหาเช่นวิธีการควบคุมด้วยเทอร์โมมิเตอร์ อุปกรณ์นี้มีส่วนประกอบ 3 ชิ้นด้วยกันคือเวเฟอร์ ไมโครสวิช และลวดร้อน เวเฟอร์มีรูปร่างกลม ๆ ทำด้วยแผ่นทองเหลืองบางสองชั้นปะกบกันและบัดกรีด้วยตะกั่วป้องกันไม่ให้มีรอยรั่ว ทั้งสองด้านของเวเฟอร์อัดให้เป็นร่องและสันนูนทรงกลม 3-4 วง ภายในระหว่างแผ่นทองเหลือง 2 ชั้นของเวเฟอร์อัดด้วยสารระเหยพวกอีเธอร์เช่นไดเมธิอีเธอร์ จำนวน 0.5 ซีซี.           สารอีเธอร์มีลักษณะเหลวเมื่ออุณหภูมิต่ำแต่จะกลายเป็นสารระเหยหรือไอเมื่ออุณหภูมิสูงมากกว่า 25 องศา C ในขณะที่สารอีเธอร์กลายเป็นไอนี้จะเกิดความดันขึ้น จะดันมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณที่ระเหยและอุณหภูมิที่ใส่เข้าไป ไมโครสวิชเป็นสวิชที่ปิด-เปิดกระแสไฟฟ้าไปยังลวดร้อน ไมโครสวิชมีหลายขนาดเลือกใช้ตามขนาดของลวดร้อนไฟฟ้าที่ใช้ถ้าตู้ฟักไข่ขนาด 1,000 ฟอง ขึ้นไปใช้ไมโครสวิชขนาด 10-15 A ตู้เล็กขนาด 100-500 ฟอง ใช้ไมโครสวิชเล็ก 3-5A ถ้าลวดร้อนใหญ่ ไมโครสวิชเล็ก ไมโครสวิชจะไหม้เมื่อใช้ไปนาน ๆ ทั้งไมโครสวิชและเวเฟอร์จะประกอบอยู่บนโครงยึดอันเดียวกัน โดยให้ไมโครสวิชอยู่ด้านหน้าเวเฟอร์ ทั้งชุดจะถูกยึดไว้ในตู้ให้โผล่คันปรับอุณหภูมิออกมาข้างนอกตู้ฟักตรงจุดที่ผู้สร้างบอกว่าเป็นที่ปรับอุณหภูมินั่นเอง ต่อจากไมโครสวิชจะมีสายไฟต่อไปยังลวดร้อนไฟฟ้า การทำงานโดยหลักการแล้วเริ่มจากเดิมเครื่องฟักไข่ พัดลมจะหมุน ไมโครสวิชจะปล่อยให้กระแสไฟฟ้าผ่านไปยังลวดร้อน ลวดร้อนจะร้อนขึ้น           พัดลมจะกระจายความร้อนให้ทั่วตู้ลวดร้อนจะยังคงทำงานต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้อากาศในตู้ฟักมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงจุด 25 องศา อีเธอร์ ภายในเวเฟอร์จะระเหยกลายเป็นไอมีแรงดันให้แผ่นทองเหลืองขยายตัวออก (เพราะไม่มีรูให้ระเหยออก) และจะพองตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนไปดันไมโครสวิชให้ตัดกระแสไฟฟ้าไม่ให้เข้าลวดร้อน ลวดร้อนเย็นลงอุณหภูมิในตู้ฟักไข่เย็นลง อีเธอร์จะกลับสภาพกลายเป็นเหลวทำให้สะพานไฟในไมโครสวิชต่อวงจรให้กระแสไฟฟ้าผ่านไปยังลวดร้อนอีก การทำงานจะเริ่มต้นอีกเช่นนี้ตลอดระยะเวลาของการฟักไข่

          การควบคุมอุณหภูมิด้วยเวเฟอร์ไมโครสวิชนี้จะมีปัญหาเฉพาะในกรณีเวเฟอร์มีรอยรั่วอีเธอร์ระเหยออกได้ ทำให้การควบคุมอุณหภูมิไม่ได้หรือไม่ก็ไมโครสวิชไหม้เนื่องจากใช้งานมานานหรือว่าหน้าทองขาวในไมโครสวิชมีเขม่าไฟจับหนาทำให้ไฟฟ้าเดินไม่สะดวก หรือไม่ก็มีคนไปหมุนให้ตำแหน่งเติมของเวเฟอร์เคลื่อนที่ทำให้อุณหภูมิผิดไปจากเดิมวิธีตรวจสอบว่าเวเฟอร์รั่วหรือไม่ โดยการจุ่มเวเฟอร์ลงไปในน้ำอุ่นอุณหภูมิ 90-100 องศา F แล้วสังเกตเห็นเวเฟอร์พองตัว ถ้าหากมีรูรั่วจะเห็นฟองอากาศผุดขึ้นมา ถ้าหากไม่มีอากาศผุดขึ้นมาแต่เวเฟอร์ฟองตัวแสดงว่ายังมีคุณภาพดีอยู่ส่วนเวเฟอร์ตัวที่ไม่มีการพองตัวขึ้นเลยแสดงว่าเสีย เพราะอีเธอร์ระเหยออกไปหมดแล้ว จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเวเฟอร์ใหม่ หรือส่งไปอัดน้ำยาใหม่ที่กลุ่มงานสัตว์ปีก ส่วนไมโครสวิช ถ้าไหม้ก็ให้เปลี่ยนใหม่ถ้าหากไฟเดินไม่สะดวกให้นำไปเขย่าในน้ำมันเบนซิน เพื่อล้างละลายเขม่าออกก็เป็นใช้ได้ การทำงานของอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิในตู้ฟักไข่ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ เริ่มจากปิดสวิชเดินเครื่องตู้ฟักไข่ พัดลมจะหมุนทำงานตลอดเวลา Selenoi จะปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังลวดร้อน (Heater) ความร้อนจะเกิดขึ้นพัดลมจะกระจายความร้อนให้ทั่วตู้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทำให้ปรอทในเทอร์โมมิเตอร์ขยายตัวตามสัดส่วนของอุณหภูมิในตู้ และปรอทจะขยายตัวไหลในรูของเทอร์โมมิเตอร์ผ่านเส้นลวดแพทตินัมเล็ก ใต้ปลอกตะกั่วอันต่ำสุด และขยายตัวไปจนถึงลวดแพทตินั่มใต้ปลอกตะกั่วอันบนสุด ทำให้กระแสไฟไหลผ่านระหว่างขั้วล่างและขั้วบนได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นกระแสที่มีปริมาณน้อยมาก เป็นมิลิแอมแปร์ของไฟ DC 24 V กระแสจะไหลผ่านแผงอิเล็กทรอนิคทำให้ไม่เกิดการ Spark ขึ้นที่ปรอทป้องกันปรอทไหม้จากนั้นกระแสจะไหลไปยัง Selenoi ทำให้เกิดกระแสแม่เหล็กขึ้นที่นี่และแม่เหล็กใน Selenoi จะดูดให้สวิชที่เป็นสะพานไฟฟ้าไปยังลวดร้อนให้ห่างออกจากกันไฟฟ้าแรงสูง 220 V 700-1500 A จะไม่ผ่านไปยังลวดร้อน ความร้อนก็ไม่เกิด อุณหภูมิภายในตู้จะลดลง ปรอทในเทอร์โมมิเตอร์จะหดตัวทำให้ปรอทและลวดแพทตินั่มอันบนขาดจากกันกระแสไฟฟ้า DC 24 V ไม่ไหลผ่านทำให้ Selenoi ไม่มีกระแสไฟจึงหมดสภาพเป็นแม่เหล็ก ไม่มีแรงดูด เลยเป็นโอกาสของลวดสปริงบนสวิทดันให้สวิทออกมาทำให้วงจรไฟฟ้าแรงสูง 220 V ไปยังลวดร้อนต่ออีกครั้งและทำให้เกิดความร้อนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การทำงานจะหมุนเวียนเป็นระบบครบวงจรอย่างนี้ตลอดไปด้วยระบบเดียวกันเราก็สามารถประยุกต์ไปใช้กับการควบคุมความชื้นได้ด้วยโดยต่อไปจากซีลีนอย (Selenoi) ไปยังวาวปิด-เปิดก๊อกน้ำไฟฟ้า และดัดแปลงเทอร์โมมิเตอร์ให้สามารถวัดความชื้นได้ โดยการใช้ผ้าสำลีหรือผ้าฝ้ายยาวประมาณ 6 นิ้ว หุ้มกระเปาะปรอทยึดมัดให้ติดแน่นพอประมาณ แล้วแช่ปลายผ้าอีกด้านหนึ่งไปในขวดน้ำสะอาดเป็นน้ำฝนได้ยิ่งดีขวดน้ำเล็ก ๆ แขวนไว้ห่างกันเทอร์โมมิเตอร์ประมาณ 2 นิ้ว น้ำจะซึมผ่านผ้าไปยังก้นเทอร์โมมิเตอร์ทำให้เปียกชื้นอยู่เสมออุณหภูมิที่ผ่านได้เราเรียกว่าอุณหภูมิตุ้มเปียก อ่านออกมาเป็นองศา F ใช้วัดความชื้นในอากาศตู้ฟักไข่ได้ การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของตู้ฟักไข่ด้วยเทอร์โมมิเตอร์มีจุดที่จะต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ เพื่อแก้ไขในกรณีที่เกิดมีปัญหาการทำงานของตู้ผิดปกติคือ

          1. ตรวจสอบตัวเทอร์โมมิเตอร์ อาจจะเสียบไม่สนิทกับขาเสียบทำให้ไฟเดินไม่สะดวก หรือขาเสียบเป็นสนิม หรือไม่ก็ปรอทขาดเป็นท่อน ๆ ทำให้ไฟฟ้าผ่านไม่ได้ ปรอทมีคุณสมบัติเป็นโลหะที่มีสภาพเป็นของเหลว ดังนั้นถ้าหากมันขาดไฟก็เดินผ่านไม่ต่อเนื่องวิธีการแก้ไขคือ นำเทอร์โมมิเตอร์ไปแช่ในตู้เย็นช่องน้ำแข็ง ให้ปรอทหดตัวและต่อกันใหม่อีกอย่างปรอทอาจจะไหม้ทำให้ปรอทขาดและสั้นกว่าเก่า จะทำให้อุณหภูมิของตู้ฟักสูงกว่าที่กำหนดสาเหตุเนื่องมาจากแผงอิเล็กทรอนิคเสียไม่ทำงานหรือการต่อกระแสไฟฟ้าผ่านเทอร์โมมิเตอร์โดยตรงสำหรับเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้ควบคุมความชื้นจะต้องทำความสะอาดผ้าฝ้ายหุ้มกระเปาะทุก ๆ สัปดาห์ซักฟอกเอาหินปูนออก ทำให้การดูดซึมและระเหยของน้ำถูกต้องยิ่งขึ้น

         2.แผงอิเล็กทรอนิคโดยปกติไม่มีปัญหาอาจจะเสียบไม่แน่นหรือแผงเคลื่อนที่ในกรณีแผงไหม้ก็ต้องให้ช่างวิทยุเป็นคนตรวจสอบให้หรือส่งไปที่กลุ่มงานสัตว์ปีก ในขณะที่ส่งไปนั้นให้ใช้แผงสำรองทำงานแทนถ้าแผงผิดปกติส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความร้อนและความชื้นจะไม่ทำงานเลย 3. Selenoi ทำหน้าที่สวิชตัด-ต่อไฟไปยังลวดร้อน หรือวาวปิด-เปิดน้ำทำความชื้น ถ้า Selenoi ไหม้อุณหภูมิจะร้อนจัด ไข่ฟักจะตายหมดถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะลวดร้อนทำงานไม่หยุดร้อนตลอดเวลาต้องเปลี่ยน Selenoi ใหม่ บางครั้งขา Selenoi เสียบปลั๊กตัวเมียไม่แน่นและอีกประการหนึ่งที่คนไม่เคยสนใจคือหน้าทองขาวของสะพานไฟ หรือสวิทมีเขม่ามากหรือทองขาวไหม้อันเกิดจากไฟฟ้า Spark ทุกครั้งที่เกิดจากการตัด-ต่อไปยังลวดร้อน หรือวาวก๊อกน้ำ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวใช้กระแสไฟจำนวนมาก จึงทำให้หน้าทองขาวร้อนจัดบางครั้งถึงกับทำให้ละลายเชื่อมติดกัน นับเป็นอันตรายอย่างยิ่ง  จึงควรตรวจสอบอยู่และควรจะเดือนละ 1-2 ครั้ง ในกรณีที่เป็นเขม่าก็เปิดออกมาเช็ด และขัดด้วยกระดาษทราย

เลี้ยงอย่างไรให้ได้ผล

การเลี้ยงไก่ให้ได้ผลดี
          ในการเลี้ยงไก่พื้นเมืองที่จะให้ได้ผลผลิตดีนั้น มีสิ่งที่จะต้องคำนึงถึง ดังนี้
          
* พันธุ์ดี * อาหารดี *โรงเรือนดี * การจัดการ (การเลี้ยงดู) ดี * การควบคุมป้องกันโรคดี
          1. โรงเรือนหรือเล้าไก่ ต้องมีโรงเรือนหรือเล้าให้ไก่นอน มีหลังคากันแดดกันฝนได้ ไม่ควรเลี้ยงไก่ไว้ใต้ถุนบ้าน เพราะนอกจากจะไม่ถูกสุขลักษณะแล้ว คนบนเรือนจะถูกไรไก่รบกวนอีกด้วย เกษตรกรสามารถทำเล้าไก่แบบง่ายๆ ได้เอง โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ แฝก จาก ฯลฯ สถานที่ตั้งของเล้าไก่ ควรให้ห่างจากตัวบ้านพอสมควร และอยู่ในที่ดอนไม่ชื้นแฉะ ไม่ควรอยู่ใกล้ต้นไม้ เพราะไก่ชอบนอนบนต้นไม้จะไม่เข้าไปนอนในเล้า พื้นเล้าอาจจะปูด้วยแกลบหรือขี้เลื่อยหรือฟางแห้งหนาอย่างน้อย 4 ซ.ม. และต้องเปลี่ยนวัสดุรองพื้นทุก ๆ 3 เดือนให้หนาเท่าเดิมอยู่เสมอ
          เล้ากว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 2 เมตร เลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ได้ ประมาณ 30-40 ตัว
          เล้ากว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร สูง 1 เมตร เลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ได้ประมาณ 6-8 ตัว

          ควรมีกรงไก่ขนาดเล็กอีก 2 กรง คือ
          กรงหรือสุ่มสำหรับเลี้ยงแม่ไก่กับลูกอ่อน 1 กรง
          กรงหรือสุ่ม สำหรับเลี้ยงไก่เล็ก 1 กรง
          โรงเรือน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงไก่ชน
          โรงเรือนซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของไก่ชนนั้นนับว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัจจัยอีกหลายๆประการในการเลี้ยงไก่ชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดสร้าง และกำหนดพื้นที่ ตลอดจนทิศทางให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของไก่ในหลายระดับอายุ ตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบจนถึงไก่แก่ สถานที่ ที่จะสร้างโรงเรือนให้ไก่ได้อยู่อาศัย หลบแดด หลบฝน พักผ่อนนอนหลับ หรือแม้แต่ใช้เป็นสถานที่ทำรัง วางไข่ จะต้องเลือกทำเลสถานที่ตั้ง ตลอดจนการสร้าง ให้เหมาะสม ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ เพื่อสุขภาพร่างกายรวมถึงสุขภาพจิตใจของไก่ ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต และสามารถป้องกันในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับไก่ได้
          ในการเลือกสรรหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในการสร้างโรงเรือนนั้น    ต้องมีองค์ประกอบอยู่หลายอย่าง เช่น ต้องคำนึงถึงทิศทางลม เพื่อให้ระบบทางเดินหรือการถ่ายเท อากาศเป็นไปอย่างปลอดโปร่งไม่อับชื้น ซึ่งหากระบบการถ่ายเทไม่ดีเท่าที่ควร จะทำให้ไก่ที่เลี้ยงไว้ เกิดการติดเชื้อกันอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในลูกไก่วัยแรกเกิดจนถึง 3 เดือน จะต้องอยู่ในสถานที่ซึ่งอากาศถ่ายเทได้ดี ขณะเดียวกันก็ไม่ควรให้โดนลมมากเกินไปในเวลากลางคืน เพราะลูกไก่ยังต้องการความอบอุ่นสูงอยู่ ทางที่ดีควรจะ แยกโรงเรือนระหว่างลูกไก่กับไก่โตเต็มที่
          ทิศทางลมในช่วงฤดูร้อน      ลมจะพัดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนฤดูหนาวจะพัดย้อนจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดังนั้น โรงเรือนที่ดีควรจะเปิดให้โปร่งทางทิศใต้ และปิดทึบพอประมาณด้านทิศเหนือ เพื่อกระแสลมจะได้พัดผ่านได้ดีในฤดูร้อน และไม่ได้รับลมหนาวมากจนเกินไปใน ช่วงหน้าหนาวและฤดูฝน
          สำหรับพื้นโรงเรือน    นั้นจำเป็นต้องให้ได้รับแสงแดดบ้างไม่ต่ำกว่า 70 % เพื่อให้แสงแดดที่สอดส่องเข้ามาช่วยในการฆ่าเชื้อโรค ไม่เกิดการอับชื้นหรือหมักหมม ซึ่งจะ ช่วยป้องกันโรคระบาดได้ระดับหนึ่ง ตลอดจนช่วยให้กลิ่นเหม็นอันเกิดจากขี้ไก่บรรเทาเบาบางลงด้วย
          โรงเรือนที่ดีนั้น    ไม่ควรอยู่ใกล้กับที่ชื้นแฉะ หรือน้ำที่เหน่าเสีย เพราะจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค โดยเฉพาะเมื่อไก่จิกกินอาหารหรือน้ำเหน่าเสียนั้นเข้าไปและไม่ควรปลูก โรงเรือนใกล้ต้นไม้สูงเพราะอาจทำให้ไก่ไม่อยากเข้ารัง แต่จะพากันขึ้นไปนอนบนต้นไม้แทน
          เมื่อเลือกทำเลที่ตั้งได้เหมาะสมแล้ว        โรงเรือนที่ดีควรจัดแยกระหว่างที่นอนประจำ และรังฟักไข่ วัสดุในการสร้างหลังคา ควรเป็นวัสดุที่ไม่เก็บความร้อนจนเกินไป เช่น จาก แฝก หรือกระเบื้อง ไม่ควรใช้สังกะสี ฝาโรงเรือนอาจจะใช้จากหรือไม้ระแนงก็ได้ ควรกั้นตาข่ายกันยุงหรือมุ้งลวด คอนของไก่ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือแบบกลมและ แบบแบน แบบกลมนั้นเมื่อไก่นอนนานๆจะทำให้โครงกระดูกหน้าอกคดได้ ส่วนอย่างแบนก็จะทำให้ไก่ปวดหน้าอกได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรใช้วัสดุที่มีความนิ่ม เช่น ผ้า พรม หรือฟองน้ำมาพันห่อหุ้มไว้ แต่ต้องทำช่องระบาย เพื่อให้มูลหรือขี้ไก่ตกลงมาข้างล่างได้ และควรจะสูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 2 เมตร เพื่อป้องกันสัตว์ หรือ แมลงที่อยู่ตามพื้นดินกัดต่อย
          การสร้างและกำหนดพื้นที่ทิศทางให้ถูกต้องในการสร้างโรงเรือน   เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ก็เพื่อให้ไก่ชนได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ เพราะหากการกินอยู่ หลับนอนดี การเจริญวัยก็จะเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์
          2.รางน้ำ ต้องมีรางน้ำสำหรับน้ำสะอาดให้ไก่กิน อาจใช้รางไม้ไผ่ผ่าครึ่งก็ได้
          3.รางอาหาร ควรมีรางสำหรับให้อาหารไก่ เพราะการให้ไก่จิกกินอาหารบนพื้นดินทำให้ไก่เป็นโรคพยาธิได้ง่าย
          ขนาดราง :
          ไก่ใหญ่ 10 ตัว ใช้รางยาว 1 เมตร
          ไก่รุ่น 10 ตัว ใช้รางยาว 50 เซนติเมตร
          ไก่เล็ก 10 ตัว ใช้รางยาว 20 เซนติเมตร
          4.รางใส่กรวดและเปลือกหอยป่นผสมเกลือป่น ไก่ทุกขนาดต้องกินกรวดและเปลือกหอยเพื่อนำไปสร้างกระดูกและเปลือกไข่ กรวดและเปลือกหอยต้องตั้งทิ้งไว้ให้กินตลอดเวลา           5. รังไข่ ปกติแม่ไก่พื้นเมืองจะไข่ในรังไข่เมื่อไข่ได้ 10-12 ฟองจึงจะเริ่มฟักต้องมีจำนวนรังไข่เท่ากับจำนวนแม่ไก่ที่ไข่เพื่อไม่ให้ไก่แย่งกัน ขนาดรังไข่กว้างและยาว 1 ฟุต สูง 8 นิ้วฟุต หรือใช้เข่งก็ได้รองด้วยหญ้าหรือฟางแห้งให้ถึงครึ่งควรตั้งรังไข่ให้อยู่ในที่มิดชิด ไม่ร้อนเกินไป ฝนสาดไม่ถึง แต่แม่ไก่เดินเข้าออกสะดวก
          6. ม่านกันฝน ด้านที่ฝนสาดหรือแดดส่องมาก ๆ ควรมีม่านผ้าใบ กระสอบ หรือเสื่อเก่าๆ ห้อยทิ้งไว้โดยเฉพาะมุมที่วางรังไข่
          7. คอนนอน สำหรับให้ไก่นอน ควรจะพาดไว้มุมใดมุมหนึ่งของเล้า คอนนอนควรเป็นไม้กลมดีกว่าไม้เลี่ยมซึ่งไก่จะจับคอนนอนได้ดี และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลที่หน้าอกไก่อีกด้วย

การผสมไก่ชนให้ได้ผล

การผสมพันธุ์ไก่ชนให้ได้ผล
จากหลักวิชาการถ่ายทอดลักษณะดีทางพันธุกรรมของไก่ชนเราพอสรุปได้ว่า จะต้องหาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ลงเหล่า พ่อพันธุ์ ต้องมีความสามารถถ่ายทอดยีนส์เด่นทางอสุจิและไข่ได้ตรงกัน หลายๆอย่างเช่น สีสวยเชิงเก่ง เราจะได้ลูกไก่ตามความต้องการ
เมื่อเรียนรู้หลักวิชาการแล้วมีปัญหาต่อมาว่า เราจะปฏิบัติการอย่างไร นั่นก็คือ เมื่อรู้ทฤษฎีแล้วต้องปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามทฤษฎีได้ผล จึงจะออกมาถูกต้องตามหลักการ การที่จะเพาะผสมไก่ให้ได้ผลจะต้องมีกรรมวิธีและเทคนิคหลายอย่าง จากการศึกษาค้นคว้าและจากการทดลองทำให้ทราบว่า ขั้นตอนการเพาะพันธุ์ไก่ชนที่จะได้ผลทำดังนี้
1. คัดเลือกพ่อพันธุ์- แม่พันธุ์ ต้องเลือกพ่อพันธุ์ที่ลงเหล่า สีสันถูกต้องตามพันธุ์ เลือดบริสุทธิ์ โครงสร้างดี คือ ตัวใหญ่ ยาว 2 ท่อน จับกลมบานหัวบานท้าย รูปร่างสูงโปร่ง กระดูกใหญ่ หน้าตาและส่วนประกอบทางร่างกายสมบูรณ์ สวยงาม โดยเฉพาะต้องผ่านการชนะมาแล้ว มีชั้นเชิงการชนดี คือ ขี่ สาด มัด เท้าบ่า แม่พันธุ์ก็ต้องเลือกที่ลงเหล่าแบบเดียวกับพ่อพันธุ์ แต่ต้องต่างสายเลือดกัน มีสายเลือดแท้บริสุทธิ์ เรื่องโครงสร้าง สีสัน ชั้นเชิง จะต้องเหมือนกับพ่อพันธุ์ และที่สำคัญจะต้องถ่ายทอดยีนส์ได้เหมือนกับพ่อพันธุ์
2. โรงเรือนหรือเล้าผสม ต้องทำเป็น 2 แดน คือ แดน 1 ให้พ่อพันธุ์อยู่ตัวเดียว แดน 2 ให้แม่พันธุ์หรืออยู่รวมกันได้ฝากั้นแดนเล้าต้องให้โปร่งเป็นตาข่ายให้ไก่เห็นกันใกล้ชิดกัน แต่ผสมกันเองไม่ได้ โรงเรือนจะต้องมีแดดส่องถึง ด้านในมีหลังคาที่นอน ที่ไข่ ป้องกันยุงและสัตว์อื่นได้ ด้านนอกเล้าทำโป่รงให้ไก่ออกผึ่งแดดได้ ในเล้ามีหญ้าให้ไก่จิกกินได้ และมีหลุมฝุ่นให้ไก่นอนเล่น รังไข่ควรใช้กระบุงหรือลังแม่ไก่สามารถเดินลงได้ อย่าให้สูงจนแม่ไก่ต้องกระโดดลงทำให้ไข่แตกได้
3. การผสมพันธุ์ เมื่อพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ถ่ายขนสมบูรณ์แล้วให้นำมาถ่ายพยาธิ และฆ่าไร-เหา ให้ไก่อยู่เล้าผสมคนละแดนบำรุงเลี้ยงด้วยอาหารผสม และข้าวเปลือก เกลือแร่ วิตามิน เมื่อเห็นว่าแม่ไก่ตัวใดใกล้ไข่ คือ จะแสดงอาการโดดขึ้นโดดลงเข้าไปในลังไข่ จัดลังไข่ ส่งเสียงร้องก๊ากๆยาวๆติดต่อกัน หงอนหน้าสีแดงสดใส ขนเป็นมัน ตะเกียบเชิงกรานขยายกว้าง ให้จับไก่ใส่เล้าตัวผู้ในตอนเช้าก่อน 7 โมง เพราะเวลาอุณหภูมิต่ำการผสมพันธุ์จะติดได้ผลดี นักวิจัยพบว่า ในช่วงอุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียส จะเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมหรืออาจใช้ช่วง 17.00-18.00น. ก็จะดีเช่นกันเพราะอุณหภูมิต่ำ พ่อพันธุ์ควรให้ผสมพันธุ์วันละ 2 ครั้งจะดีที่สุด จะถึงไคลแมกซ์จะทำให้การถ่ายทอดยืนได้ดี ซึ่งจะตรงกับหลักวิชาการเรื่องการถ่ายทอดพันธุกรรม
การผสมแบบไคลแมกซ์ คือ การผสมแบบให้พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ถึงจุดสุดยอด อันจะถ่ายทอดยีนส์เด่นได้ทั้งพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ การกักพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์อยู่คนละแดนทำให้อยากผสมพันธุ์กันเมื่อเวลาผสมพันธุ์จะปล่อยน้ำเชื้อไปผสมกับไข่ได้สะดวก เชื้อจะแข็งแรง ผสมวันเว้นวัน จะได้เชื้อตัวแข็งแรงที่สุดไปผสมกับไข่ได้ทุกวันทุกตัว พ่อพันธุ์ผสมไป 1 ครั้ง สามารถปล่อยเชื้ออสุจิไปอยู่ในแม่พันธุ์ได้ 5-7 วัน นั่นก็คือ ผสมครั้งหนึ่งจะได้ไข่ 5-7 ฟอง แต่ฟองหลังๆจะได้ไข่ไม่แข็งแรง เพราะเชื้อค้างหลายวันอาจถูกกรดถูกด่างในช่องท้อง หรือช่องคลอดแม่ไก่ทำลาย ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนลงได้ ถ้าเราผสมวันเว้นวันหรือวันละครั้ง เชื้อจะเดินทางใช้เวลา 24 ชั่วโมง ถึงจะผสมไข่ได้ นั่นก็คือไข่ทุกฟองจะมีเชื้อตัวใหม่เข้าไปผสมทุกวัน ตามธรรมชาติแม่ไก่จะไข่วันละฟองเท่านั้น
ถ้าเราปล่อยให้พ่อไก่ผสมตามธรรมชาติ จะเสียเชื้อเปล่าๆจากเชื้อที่ปล่อยไปเป็นหมื่นเป็นแสนตัวในหนึ่งวัน ตามสถิติสูงสุดทราบว่าพ่อไก่ที่แข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่จะผสมแม่ไก่ได้วันละประมาณ 30 ครั้ง ถ้ามีตัวเมีย 5 ตัว ตกตัวละ 6 ครั้งจะใช้ประโยชน์ผสมไข่เพียงครั้งเดียวอีก 5 ครั้งเสียฟรี ให้พบกันวันละ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้งก็พอเมื่อทับแล้วก็ให้เอาตัวเมียออกไป
การผสมพันธุ์แบบกักแดนให้พ่อพันธุ์ถึงจุดไคลแมกซ์จะเกิดผลดีมาก เพราะพ่อไก่จะอยากผสมเต็มที่ เชื้อถูกกักไว้เต็มที่ เวลาผสมจึงปล่อยเชื้อได้มากและเต็มที่ทำให้ได้เชื้อที่แข็งแรง วิ่งเข้าผสมไข่ได้เร็วโดยไม่ต้องตกค้าง ซึ้งการผสมแบบนี้ พ่อพันธุ์จะถ่ายพันธุกรรมให้แม่พันธุ์ได้ดีมาก

กรงบังคับวิ่ง มอเตอร์

Files-Video รีวิวการใช้งาน

กรงบังคับวิ่งมอเตอร์ ปรับสปีด ช้าเร็วได้ ใช้ไฟบ้าน 220v AC..สอบถามเพิ่ม ทางอินบ๊อกเฟสบุ๊ค Res sinthu หรือโทร 0649745133

จานวิ่งมอเตอร์

จานวิ่งมอเตอร์ ปรับสปีด ช้าเร็วได้ ใช้ไฟบ้าน 220v AC..สอบถามเพิ่ม ทางอินบ๊อกเฟสบุ๊ค Res sinthu หรือโทร 0649745133