การเลี้ยงไก่ออกชน

กรงบังคับวิ่ง และจานวิงมอเตอร์ สามารถกดเพื่อดูตัวอย่างได้ครับตลิกที่ช่องนั้นๆได้เลย

สนใจสินค้าติดต่อได้ครับ 061974513

 

การเลี้ยงไก่ออกชน *** วีดีโอด้านบนสามารถคลิกดูได้ เผื่อท่านสนใจเอาไปช่วยออกกำลังการอีกวิธี

การที่เราจะเลี้ยงไก่ออกชนนั้น ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า ไก่ตัวไหนที่มีความฉลาด มีความสามารถในเชิงชนมากน้อยแค่ไหน ชั้นเชิงดีไหม ตีเจ็บไหม ตีถูกไก่ดีไหม จิตใจดีไหม ส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้ต้องพิจารณาให้ดี การที่จะคัดไก่เพื่อเอาไว้เลี้ยงชน เราต้องเลือกไก่ที่มีอายุหน่อย และต้องรู้ฤดูนั้นเป็นฤดูไก่หนุ่มหรือไก่แซม ไก่ถ่าย ถ้ารู้ก็จะได้เตรียมไก่ไว้ให้ถูกต้องตามฤดูกาล การที่เราจะเล่นไก่หนุ่มเราควรจะหาไก่ที่มีอายุสักหน่อย คือ ให้มีอายุชน 12 เดือนเสียก่อนค่อยนำมาเลี้ยงออกชน การที่เราต้องรอให้ครบ 1 ปีนั้น เพื่อต้องการให้ไก่มีความแข็งแกร่งในด้านกระดูก ในด้านกล้ามเนื้อ และด้านจิตใจ ถ้าเรานำไก่อายุน้อยเกินไป เช่นอายุ 10-11 เดือน นำมาซ้อมหรือฝึกบ่อยๆเกินไป ส่วนมากจะชนได้ไม่นาน เพราะบางทีหรือบางตัวพอวางมากๆเข้าจะทำให้ไก่เกิดการท้อใจได้ พาลไม่สู้ไก่เอาเฉยๆเลยก็มี แต่ถ้าเราเอาไก่ที่มีอายุมากหน่อย ตั้งแต่ 12 เดือนไปแล้วนำไปวางฝึกซ้อมส่วนมากจะดีกว่าไก่ที่มีอายุน้อยๆ เพราะไก่ที่เป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วจะมีอาการหึงหวงตัวเมียเป็นธรรมชาติของสัตว์ และก็เกิดการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในฝูง หรือในบ้านนั้นๆ เพราะฉะนั้นไก่หนุ่มที่มีอายุมากๆจึงไม่ค่อยท้อใจในเวลาซ้อม การซ้อมก็ควรหาคู่ซ้อมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เลี้ยงไก่เราต้องใจเย็นๆอย่าใจร้อนต้องพิจารณาให้ดี
การเลี้ยงไก่ออกชนนั้นไก่หนุ่มจะไม่ค่อยยากเหมือนไก่แซม ไก่ถ่าย เพราะไก่หนุ่มถ้าเลี้ยงมากเกินไปจะทำให้ไก่ไม่ค่อยตีไก่ ถ้าเลี้ยงน้อยเกินไปก็จะทำให้ไก่ไม่ค่อยมีกำลัง เราต้องเลี้ยงให้พอดีๆ การเลี้ยงไก่ออกชนนั้นเราต้องซ้อมให้ได้หน้า คือเราต้องซ้อมจนกว่าหน้าของไก่จะไม่ฟู บวม พอแผลที่หน้าหายดีแล้วก็ถ่ายยาลุ ถ่ายลุภายในที่ถูกตีเมื่อเวลาซ้อม หลังจากถ่ายยาสัก 3 วันก็เริ่มลงมือเลี้ยงได้เต็มที่
การเลี้ยงไก่แซม ไก่ถ่ายต่างกับไก่หนุ่มมาก คือ เราต้องวางให้มากเข้าไว้อย่างน้อยต้อง 10-12 ยกขึ้นไป วางให้จนเข้าที่เหมือนเดิมให้ได้ อย่าไปสงสาร เพราะไก่แซม ไก่ถ่ายนั้นหนังจะหนา กระดูกก็จะแข็งมากไม่ต้องกลัวจะออกไก่ แต่ถ้าวางออกไก่แสดงว่าใจไม่สู้หรือใจไม่ดี ไม่พร้อมที่จะชน บางตัวตอนอายุหนุ่มๆ ชนดี ชนชนะหลายเที่ยว ชนจนขนเริ่มหลุด เริ่มแซม พอหลังจากแซมสุดหมดแล้วไม่สู้ไก่ก็มี บางตัวตอนหนุ่มๆไม่สู้ไก่ แต่พอแซมสุดหมดแล้วสู้ไม่เลือกหน้าก็มี
การเลี้ยงไก่ออกชนนั้น จำเป็นต้องให้กินยาบำรุงกำลังตลอดระยะเวลาการเลี้ยง พร้อมจะออกชนในสนาม ยาบำรุงของไก่ที่ขาดไม่ได้เลยนั้น ควรเน้นยาสมุนไพรโบราณให้มากที่สุด ตัวยามีดังนี้

  • บอระเพ็ดผง
  • หัวแห้วหมูผง
  • กระเทียมครึ่งกิโล บดให้ละเอียดตากแห้งแล้วบดให้เป็นผง
  • กระชาย 2 กำ ตากแดดให้แห้งบดให้เป็นผง
  • พริกไทยเม็ด บดให้เป็นผง
  • ยาดำ บดให้เป็นผง
  • นกกระจอก 7 ตัว ย่างไฟให้สุกตากแดดให้แห้ง แล้วบดให้เป็นผง
  • ปลาช่อนครึ่งกิโล ย่างไฟให้สุกตากแดดให้แห้ง แล้วบดให้เป็นผง
  • ดีปรี 3 เม็ด บดให้เป็นผง
    เอาทั้ง 9 อย่างนี้มาผสมกันกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนให้กิน กินวันละ 1 เม็ดก่อนนอนทุกวัน ในระหว่างเลี้ยงอยู่นั้นยังมียาอีกหลายอย่าง เช่น หญ้าแพรกบดให้ป่น ตากลมพอหมาดๆนำไปผสมนมข้นหวาน ใส่ตู้เย็นไว้ให้กินทุกวันก่อนนอนจะทำให้ไก่มีกำลังบินที่ดีมาก และก็ในคราวเดียวกันในระหว่างกำลังเลี้ยงอยู่ควรให้กินยาวิตามินไปด้วย คือ แบรนเนอร์โปรตีน เพราะยาตัวนี้จะมีวิตามินที่ร่างกายต้องการไม่ว่าคนหรือสัตว์จะขาดเสียไม่ได้เลย คือ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี วิตามินดี วิตามินทั้ง 4 ตัวนี้ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งจะทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ แข็งแรง เหมือนธรรมชาติ ระหว่างกำลังเลี้ยงอยู่ควรให้กินประมาณ 5 เม็ด ให้กินวันเว้นวัน หรือให้กินวันเว้นสองวัน และวันออกให้กินอีก 1 เม็ด ข้อสำคัญอย่าให้กินมากเกินไป เพราะจะทำให้ไก่บินมากจนตีไม่ถูก เพราะไก่คึกเกินไปนั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลี้ยงไก่ออกชนทุกครั้ง จึงจำเป็นต้องให้กินทุกครั้งเพื่อไม่ให้ไก่ขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่ง และก็จะทำให้ไก่ได้มีกำลังเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี ก่อนกินยาบำรุงทุกขนาดควรให้กินข้าวก่อน แล้วค่อยให้กินยาตอนเย็นก่อนนอน

การลงกระเบื้อง
กระเบื้องประคบไก่ ประคบเพื่อเสริมธาตุในการรักษาอาการบาดเจ็บของไก่ชน สมัยโบราณ คนโบราณไม่ว่าจะทำกิจกรรม หรือวิธีกรรมใดๆ จะขาดธาตุหลักทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ได้ ดูจากคาถาโบราณ ยังมีคาถาปลุกธาตุ 4 คือ นะ มะ พะ ทะ
การเลี้ยงไก่ชนซึ่งมีควบคู่กับคนไทยโบราณมานาน ก็ย่อมต้องอิงธาตุ 4 ด้วยเช่นกัน สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อขาดธาตุใดธาตุหนึ่ง หรือเกิดความไม่สมดุลย์ของธาตุใดธาตุหนึ่ง ร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะเกิดเจ็บป่วยขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการเสริมธาตุที่ขาดไปให้สมบูรณ์ดังเดิม ก็จะหายจากการเจ็บป่วยได้
การกราดน้ำไก่ชน คือการเสริมธาตุน้ำ ธาตุลมมาจากอากาศรอบๆตัว ธาตุไฟที่ติดไว้และมารวมเป็นความร้อนอยู่บนกระเบื้องซึ่งเป็นธาตุดิน เมื่อพูดว่าเลี้ยงทำตัวกราดน้ำ ติดกระเบื้องก็จะมองเห็นภาพการรวมธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาสู่ตัวไก่โดยใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดบนแผ่นกระเบื้องที่มีความร้อนแล้วนำมาประคบตัวไก่
ในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงจาก เตาถ่านและกระเบื้องดินเผาที่ต้องรอ กว่าจะร้อนมาเป็นเตารีดที่เพียงเสียบปลั๊กปุ๊บก็ร้อนปั๊บ ใช้งานได้ทันที เหมาะแก่การเลี้ยงไก่ชนในสมัยนี้ ซึ่งดัดแปลงจากเตารีดธรรมดาที่ใช้ตามบ้าน โดยแกะด้านที่จับออก หงายเตารีดและขัน น๊อตยึดกับแผ่นไม้ เพื่อความมั่นคงและสะดวกในการใช้งาน
จากการทดลองใช้ สามารถสรุป ข้อดี ไว้เป็นประโยชน์และแนวทางเปรียบเทียบสำหรับผู้ที่จะลองทำใช้ดูไว้ดังนี้

  • สะดวก เพียงเสียบปลั๊กก็ใช้ได้
  • ร้อนเร็ว ภายในไม่ถึง 1 นาที ก็สามารถใช้ประคบไก่ได้ไม่เสียเวลา ใช้ผ้ากราดน้ำชุบน้ำลูบบริเวณผิวด้านหน้าจะทำให้ร้อนเร็วขึ้น
  • เหมาะสำหรับ ผู้เลี้ยงไก่จำนวนน้อย ประมาณ 2-3 ตัว เพราะไม่ต้องเสียเวลาตั้งเตาประคบ
  • พกพาง่าย สามารถนำไปใช้ในบ่อนได้ไม่ยุ่งยาก หากใช้เตารีดคู่กับไดร์เป่าผมก็ไม่ต้องนำชุดรมไปให้เกะกะ
  • ไก่ที่ประคบด้วยเตารีด แผลที่หายจะมีหนังเกิดใหม่หนากว่าที่คบด้วยกระเบื้อง ทำให้ไก่แข็งเร็ว
  • ไก่ที่ประคบด้วยเตารีด หน้าไก่จะไม่มันเหมือนประคบด้วยกระเบื้อง เพราะว่าผิวของกระเบื้องทำมาจากดินเผามีความชื้น ประคบไก่ทำให้หน้าแดงมันสวยงาม เป็นเหตุบอกแห่งความสมบูรณ์ แต่ประคบด้วยเตารีดเป็นโลหะไม่มีความชื้น หน้าไก่จะเป็นสีชมพูด้านๆ ดูโศกๆไม่สมบูรณ์แต่ความจริงแข็งอย่างหิน
  • ไก่ที่ประคบด้วยเตารีด จะดูอ่อนนอก แข็งใน คือ มองดูโศกไม่สมบูรณ์ ขนหยาบไม่มีน้ำขน หน้าไม่แดงหรือที่เรียกว่าผิวไม่ดี เมื่อจับตัวดู กล้ามเนื้อผิวไก่จะไม่ตึงแน่นเหมือนประคบกระเบื้อง สาเหตุก็เกิดจากเตารีดเป็นโลหะไม่มีความชื้นผิวหน้า ทำให้เมื่อใช้ประคบไก่ แล้วไก่จะดูกร้าน แต่เมื่อปล้ำแล้วไก่จะไม่มียุบ โดนเจ็บจะไม่แสดงอาการ
  • ในระยะเวลาที่เท่ากัน การประคบเตารีดไก่จะแข็งเร็วกว่า เทคนิคที่จะดีของการประคบเตารีด คือ ต้องไม่ลงขมิ้นไก่ สำหรับข้อเสียนั้นก็จะมีแต่ขนด้านๆ ถ้าไม่ประคบโดนขนปีก ก็ไม่เกิดผลเสียต่อไก่แต่อย่างใด

การลงขมิ้น
ในการเลี้ยงไก่ชน ขมิ้นถือว่ามีคุณค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง มือน้ำจะใช้ขมิ้นผสมกับปูนกินหมากให้ข้น แล้วนำมาทาตามเนื้อตัวไก่เพื่อรักษาบาดแผลในการต่อสู้ และเพื่อทำให้ผิวพรรณของไก่ดี และยังช่วยไล่ไรและแมลงต่างๆที่จะมาสร้างความลำคาญให้แก่ไก่ การลงขมิ้นที่ถูกต้องก็มีเทคนิคและวิธีการที่ค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่ไม่น้อย หากผู้เลี้ยงทำไม่ถูกต้อง แทนที่การลงขมิ้นจะได้ประโยชน์อาจกลับกลายเป็นโทษต่อไก่ไปโดยไม่รู้ตัว
การกราดแดด
ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กับการกราดน้ำ การกราดแดดจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี ทำให้ไก่คุ้นเคยกับความร้อนความเหนื่อย ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง ดังนั้นการกราดแดดจึงถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับไก่ทุกตัวที่จะต้องกราดแดดให้ถึงและปล้ำให้แข็งพอที่จะรับมือคู่ต่อสู้ได้
การกราดแดดทำได้โดยนำไก่ที่ผ่านการกราดน้ำแล้วครอบสุ่มไว้กลางแจ้งที่มีแดดส่องถึง ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับสภาพของแสงแดดเป็นสำคัญ ต้องคอยสังเกตดูอาการของไก่ว่ามีอาการเป็นอย่างไร หากพบว่าไก่เริ่มหอบ อ้าปาก หรือปีกยกก็ให้นำเข้าร่มได้ ในไก่แต่ละตัวระยะเวลาจะมีความแตกต่างกัน เช่น ไก่หนุ่มไม่ควรให้หอบมากเกินไป เพราะจะมีผลทำให้เสียไก่ได้ง่าย เพราะร่างกายยังไม่เคยชิน ให้ทำการกราดแดดแค่ขนแห้งก็พอ ส่วนในไก่ที่เจนสนามแล้วจะต้องกราดนานๆ เนื่องจากไก่พวกนี้มีความแข็งแรงทนทานกว่า การกราดแดดจำเป็นจะต้องทำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งก่อนถึงวันลงสังเวียนประมาณ 3 วันจึงหยุดเพื่อให้ไก่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
สำหรับไก่ชนที่ผ่านการชนมาแล้ว จะต้องนำมารักษาแผล ใส่ยา เย็บแผลแตก ให้ยาแก้อักเสบ แล้วปล่อยให้ไก่ได้พักสักระยะหนึ่งก่อนจะนำมาถ่ายยาเพื่อขับเอาความช้ำและรอยเลือดตกค้างต่างๆออกมา หลังจากนั้นปล่อยให้เป็นอิสระ เพื่อให้ไก่ได้คลุกฝุ่นให้ผิวหนังตึง เมื่อเห็นว่าแข็งแรง ปกติดีหมดแล้ว จึงนำกลับมาทำการบำรุงถ่ายยา กราดน้ำ กราดแดด แล้วปล้ำกันใหม่ เพื่อเตรียมตัวสำหรับลงสนามครั้งต่อไป ก่อนที่จะออกสังเวียนครั้งต่อไปจะต้องมีการถอนแข้งหรือฉะกันเสียใหม่ จำนวนมากน้อยแล้วแต่ความเหมาะสม โดยดูจากความบอบช้ำของตัวไก่ที่เกิดขึ้นจากการตีครั้งก่อน หากผ่านการตีมาหลายครั้งและบอบช้ำมากอาจจะต้องพักนาน และเริ่มต้นปล้ำใหม่เพื่อให้ร่างกายเข้าที่และสมบูรณ์จริงๆ แต่หากนำออกตีในขณะที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ดี แบบที่เรียกว่า เน่าใน หรือในขาด ไก่จะตีได้ไม่ดี โอกาสที่จะแพ้มีมากหรืออาจจะเสียไก่ได้ง่าย ในกรณีที่ชนะในอัน สองอันไม่ช้ำมาก สามารถที่จะฉะเพียงอันสองอันก็นำออกสังเวียนใหม่ได้เลย ส่วนในตัวที่ดื้อสังเวียนมานาน จากการถ่ายขนหรือพักรักษาตัวจะต้องปล้ำให้หนักเหมือนไก่หนุ่มเลยทีเดียว
หลังจากนั้นดูแลรักษาสุขภาพให้ดี จัดให้ไก่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และอยู่อย่างสบายทั้งกายและใจ ซึ่งศัตรูทางใจของไก่ชนที่สำคัญก็คือ ไก่ตัวเมียและไก่คู่ต่อสู้ ดังนั้นไก่ที่จะออกสนามจะต้องนำออกให้ห่างสิ่งเหล่านี้มากที่สุด
สำหรับอายุการใช้งานของไก่ในการออกชนไม่ควรให้เกิน 2ปีครึ่งหรือ 3 ปี เพราะไก่ที่อายุมากกว่านี้ร่างกายเรี่ยวแรงจะถดถอย ถึงแม้ว่าจะมีลีลาฝีมือมากก็ตาม แต่กำลังจะสู้ไก่หนุ่มๆไม่ไหว ไก่ระดับนี้ควรนำมาทำพ่อพันธุ์ดีกว่า เพื่อให้การขยายหรือคงลักษณะไก่ที่ดีๆให้คงอยู่ต่อไป
การวิ่งสุ่ม
การวิ่งสุ่มนั้นเป็นวิธีการที่ทำให้ไก่มีกำลังขามาก การวิ่งสุ่มที่จะทำให้ไก่มีกำลังมากๆจริง ให้คนล่อไก่นำไก่ล่อไปนั่งในสุ่มใหญ่ๆ กว้างประมาณ 1.80 ซ.ม สูงประมาณ 1.50 ซ.ม นำไปล่อไก่ที่เราจะเลี้ยง ให้มันโมโหเสียก่อนแล้วไก่จะวิ่งดี พอเข้าไปนั่งในสุ่มพร้อมกับไก่ล่อแล้ว ให้ยกไก่ล่อวนข้างในสุ่มเพื่อเป็นการล่อไก่ตัวนอกให้วิ่งไปข้างซ้าย-ขวา ข้างละ 20 รอบ วันแรกอาจจะวิ่งได้ประมาณ 50-60 รอบ แต่ว่าวันต่อมาให้วิ่งวันละ 100 รอบ วิ่งทุกวัน วิ่งจนกว่านับรวมกันแล้วให้ได้ 1,500 รอบ แล้วจากนั้นวิ่งประจำวัน วันละ 100 รอบ วิ่งเสร็จให้เอาขนไก่แหย่คอ แล้วก็เริ่มล่อต่อ การล่อต่อจากการวิ่งสุ่ม คือ ล่อให้ไก่ย้ายจับไก่ล่อคุมปากเสียแล้วล่อวนไปทางซ้าย 10 รอบ ทางขวา 10 รอบ การล่อวนซ้าย-ขวานี้ใหม่ๆไก่จะล้ม วนได้สัก 2-3 รอบจะล้ม ให้ล่อจนกว่าไก่จะไม่ล้มเป็นใช้ได้ ถ้าวนซ้าย 10 รอบ ขวา 10 รอบยังล้มอยู่ยังใช้ไม่ได้ ล่อให้มันกระโดดบ้างก็ได้ให้กระโดดสัก 30 ครั้งก็พอ พื้นรองให้ไก่กระโดดต้องใช้พรมรองพื้น หรือบริเวณที่ดินอ่อนๆ มิเช่นนั้น อุ้งเท้าไก่จะเจ็บหรือบวมได้ อาจจะกลายเป็นหน่อก็ได้ การล่อไก่ก็เหมือนกันควรล่อบนพรม หรือพื้นดินที่นุ่มๆ เวลาไก่วิ่ง หรือไก่ย้ายตีนและนิ้ว จะได้ไม่พอง
ข้อสำคัญ ในสังเวียนไก่ตามบ่อนต่างๆ นิยมใช้พรมปูพื้น การเลี้ยง การล่อไก่จึงต้องปูพื้นพรมเหมือนในบ่อน จะทำให้ไก่เคยชินกับพื้น ถ้าเลี้ยงหรือล่อตามพื้นดิน พอไปชนในสังเวียนที่มีพื้นพรมไก่ก็จะตีไม่เหมือนเดิม จะลื่น จะล้มไปเลย
ล่อไก่
วิธีการอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นวิธีใช้เพื่อเสริมสร้างพละกำลังของไก่ที่ใช้กันมานานและได้ผลดีมาก คือ การล่อไก่ ด้วยสาเหตุที่ว่าเพื่อให้ไก่ได้ออกกำลังและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของไก่ให้พร้อมเพื่อจะนำไปชน การล่อไก่จะล่อเหมือนกันทุกตัวไม่ได้เพราะพื้นฐานของร่างกายไก่ไม่เท่ากัน และในการล่อก็ต้องมีการวางแผนกำหนดการล่อด้วย หากไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการล่อไก่ เมื่อถึงวันที่นำไก่ไปชนไก่ที่เลี้ยงอาจจะไม่แข็งแรงพออย่างที่หวังไว้ ซึ่งหากว่าล่อหนักเกินไปกลัวว่าไก่จะแรงไม่ดี เมื่อถึงวันชนไก่ที่เลี้ยงอาจบินล้ม ตีลังกา แข้งขาอ่อนไปเลย เพราะการที่ล่อหนักเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อของไก่ฉีกขาดหรืออักเสบได้ แต่ถ้าล่อไก่น้อยเกินไปกลัวไก่เหนื่อย หากถึงวันชนจะไม่มีแรง อาจจะแรงดีในช่วงแรกเพียง 1-2 ยกเท่านั้น พอเบียดกันเลย 3 อันก็หมดแรง หรือบางตัวอาจบินไม่โปร่งเพราะอ้วนเนื่องจากออกกำลังน้อยเกินไปทำให้ไขมันเยอะ วึ่งรายละเอียด ความพอดีและวิธีการล่อไก่นั้นสำคัญมาก
ลงนวมไก่
การเลี้ยงไก่ชนเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ความชำนาญและประสบการณ์อย่างมาก การให้ไก่ได้ออกกำลังอย่างเช่น วิ่งสุ่ม ล่อ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้ไก่แข็งแรง พละกำลังดีและอีกวิธีหนึ่งก็คือ การลงนวมไก่ เป็นวิธีการซึ่งใช้ในการสร้างเสริมกำลังวังชาและความแข็งแกร่งของไก่โดยตรง ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มนำไก่มาเลี้ยงใหม่จนถึงเลี้ยงออกชน การลงนวมไก่แยกย่อยออกเป็นรายละเอียดและเคล็ดลับต่างๆได้ดังนี้
การหาไก่คู่นวม
ไก่ที่นำมาเป็นคู่ลงนวมไก่นั้นควรเป็นไก่ที่อายุใกล้เคียงกัน หากว่าไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่หนุ่มแล้วนำไก่ที่มีอายุดีมาทำการลงนวม ไก่ที่เลี้ยงอาจโดนตีระบมภายในได้ แต่ถ้าไก่เลี้ยงเป็นไก่ที่มีอายุดีแล้ว สามารถนำไก่ที่มีอายุดีเช่นกันมาลงนวมได้ ไก่ที่นำมาใช้เป็นคู่นวมนั้นต้องมีน้ำหนัก รูปร่างใกล้เคียงกัน อย่าให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก และที่สำคัญไม่ควรนำไก่เชิงมาเป็นคู่นวม เพราะหากไก่เลี้ยงเชิงไม่ดีจะทำให้เสียเชิงได้ เมื่อได้คู่นวมที่ต้องการแล้วควรตัดเดือยออกให้ราบติดแข้ง เพื่อป้องกันไก่เลี้ยงโดนสาดอาจทำให้เจ็บระบมภายในได้
อุปกรณ์ที่ใช้ในการลงนวม
1. นวมพันแข้ง
2. พลาสเตอร์
3. นวมปาก
วิธีเตรียมไก่ก่อนลงนวม
นำไก่คู่นวมที่เตรียมไว้มาพันแข้งให้เรียบร้อย ควรพันพลาสเตอร์ที่เล็บของไก่คู่นวมด้วยทุกนิ้ว เช็ดน้ำธรรมดาให้ทั่วตัวป้อนน้ำให้กิน นำนวมปากสวมคลุมทั้งปากบนและปากล่าง แล้วนำไก่ที่เลี้ยงมาพันนวมให้เรียบร้อยด้วย หากว่าไก่ที่เลี้ยงตอเดือยเล็กควรคาดเดือยกันเดือยโค่นก่อนทำการพันแข้ง ควรพันพลาสเตอร์รองก้อยด้วยเพื่อป้องกันก้อยถลอกหรือหัก เช็ดน้ำไก่ให้ทั่วด้วยน้ำสะอาด ยอนคอแล้วป้อนน้ำให้กิน นำนวมปากมาสวมทั้งปากบนและปากล่าง แล้วจึงทำการลงนวมได้
เทคนิคและวิธีการลงนวมก่อนปล้ำ
ในการลงนวมไก่นั้นสามารถลงนวมได้ตั้งแต่เริ่มนำไก่มาเลี้ยง ไปจนถึงการลงนวมไก่ออกชน ซึ่งถ้าทำอย่างถูกต้องและถูกวิธีจะทำให้ไก่แข็งแรง พละกำลังดีและแข็งแกร่ง นอกเสียจากไก่บางประเ3ทอย่างไก่พม่าที่ไม่นิยมลงนวม ในการลงนวมนั้นจะต้องมีการวางกำหนดการในการลงนวมเสียก่อน เพื่อเป็นการกำหนดวันที่จะลงนวมว่าจะลงนวมทั้งหมดกี่ครั้งและพักไก่กี่วัน ในช่วงเวลาที่เลี้ยงไก่ก่อนนำไปปล้ำ ตัวอย่าง เช่น ไก่ที่เราเลี้ยงปล้ำในวันอาทิตย์มา 2 อัน แล้วอีกสองสัปดาห์ถัดไปในวันอาทิตย์ จะทำการปล้ำอีกครั้ง แสดงว่าเรามีเวลาในการเลี้ยงทั้งหมด 13 วัน ผู้เลี้ยงต้องทำการวางกำหนดการภายใน 13 วันว่าจะพักไก่กี่วัน ลงนวมกี่วัน แล้วพักไก่ก่อนนำไปปล้ำกี่วัน ในการพักไก่หลังจากการปล้ำนั้น ควรพักไก่อย่างน้อย 5-6 วัน เพื่อให้บาดแผลตกสะเก็ดและร่วงเสียก่อน ให้สังเกตว่าบาดแผลไก่เริ่มบางใกล้หายจึงเริ่มลงนวม และในการพักไก่หลังจากที่ลงนวมมาไม่ว่าจะลงนวมไปกี่ครั้ง ก็ควรจะมีการพักไก่เสียก่อนจะนำไปปล้ำ ควรจะพักอย่างน้อย 2 วัน เพื่อเป็นการคลายความเมื่อยล้า คลายเนื้อคลายตัว ตัวอย่างการวางกำหนดการลงนวมไก่ก่อนปล้ำในกำหนดเวลาเลี้ยง 13 วันก่อนนำไปปล้ำ

  • วันที่ 1-2 ปล่อยให้ไก่พัก เช็ดน้ำและประคบกระเบื้องหรือนวดยา ไม่ต้องให้ไก่วิ่งสุ่ม ปล่อยให้ไก่อยู่ในตาข่ายกว้างๆก็พอ
  • วันที่ 3-6 ปล่อยให้ไก่พัก เช็ดน้ำและประคบกระเบื้องหรือนวดยา ให้ไก่วิ่งสุ่มในช่วงเช้าและบ่าย
  • วันที่ 7 ลงนวมช่วงเช้าตรู่ อันเดียว 25 นาที เช็ดน้ำหรือประคบกระเบื้องนวดยาตามปกติ วิ่งสุ่มช่วงบ่ายก่อนเช็ดน้ำอีกครั้ง
  • วันที่ 8 ให้วิ่งสุ่มในช่วงเช้าก่อนเช็ดน้ำ และประคบกระเบื้องนวดยาตามปกติ วิ่งสุ่มในช่วงบ่ายก่อนเช็ดน้ำอีกครั้ง
  • วันที่ 9 ทำเช่นเดียวกับวันที่ 7
  • วันที่ 10 ทำเช่นเดียวกับวันที่ 8
  • วันที่ 11 ลงนวมช่วงเช้าตรู่ อันเดียว 30 นาที เช็ดน้ำและประคบกระเบื้องนวดยาตามปกติ วิ่งสุ่มช่วงบ่ายก่อนเช็ดน้ำอีกครั้ง
  • วันที่ 12-13 พักไก่ ไม่ต้องวิ่งสุ่ม เช็ดน้ำธรรมดา ไม่ต้องประคบกระเบื้อง ปล่อยให้ไก่เดินที่กว้างๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

ทุกครั้งก่อนที่จะทำการลงนวมต้องเตรียมตัวไก่ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเสียก่อน และควรทำการลงนวมในช่วงเช้าตรู่ของวันที่จะทำการลงนวม
การโดดหลุม
การโดดหลุม การบินหรือการโดดบ่อก็คือการให้ไก่ได้มีกำลังขามากๆ กำลังปีกมากๆ แต่ความแข็งจะไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ การบินหลุมนี้ส่วนมากจะผ่านการวิ่งมาก่อน ผ่านการเลี้ยง เอากำลังมาก่อนทั้งนั้น การบินหลุมเป็นส่วนประกอบในการเลี้ยงไก่เหมือนกัน ไม่ใช่วิธีการเลี้ยงแบบหลักๆที่สำคัญ ถ้าบินหลุมอย่างเดียวไม่ให้ไก่ออกกำลังขาวิ่งบ้างความแข็งก็จะไม่มากพอ ต้องวิ่งสุ่มเสียก่อนแล้วค่อยบินหลุม ต่อไปก็ทำการล่อความแข็งก็จะแข็งมาก
หลุมที่ใช้บินในอดีตจะใช้เป็นหลุมดินที่ขุดลึก 1-1.5 เมตร กว้าง 1 เมตร ส่วนพื้นจะใช้วัสดุที่นุ่มๆรอง เช่นฟางข้าว สำหรับจำนวนครั้งที่ให้ไก่กระโดด ถ้าเป็นไก่หนุ่มโดดใหม่ๆก็ควรให้โดดสัก 10 ครั้งก่อนแต่ต้องสังเกตด้วยว่าไก่หอบหรือไม่ ถ้าไก่หอบมากก็ควรให้หยุดก่อนแล้วค่อยเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นในต่อไป ปัจจุบันหลุมโดดไก่มีการใช้ถังส้วมแทนการขุดหลุม และใช้กระสอบหรือฟองน้ำรอง เพื่อลดแรงกระแทก

การใช้อุปกรณ์ช่วย ดูตามคลิป สนใจสินค้าติดต่อได้ครับ 0619745133

 

เหลี่ยมคนกลโกง

น้ำมันพังพอนและยางมะละกอ กลโกงการตีไก่
น้ำมันพังพอน
พังพอนเป็นสัตว์ที่ชอบกินไก่ไม่ว่าไก่เล็กหรือไก่ใหญ่ พอไก่มันเห็นเจ้าพังพอน มันจะวิ่งตับแลบเลยทีเดียว เมื่อเซียนไก่สมัยก่อนเขาเห็นเขาก็เลยมีความคิดว่าน่าจะเอา ส่วนใดส่วนหนึ่งของพังพอนมาใช้กับไก่ได้ นั่นก็คือน้ำมันพังพอน ซึ้งเวลาที่ได้พังพอนมาก็จะแล่เอาหนังที่ติดมันตากแห้งไว้ซักพัก จากนั้นก็มาถึงวิธีการที่เขาใช้กัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ
อย่างที่ 1 เขาจะทาน้ำมันพังพอนบริเวณขนหรือผิวหนัง ตามแข้งทุกวันก่อนชนประมาณ 20 วัน เพื่อให้ไก่คุ้นเคยกับกลิ่นของพังพอนก่อนจะได้ไม่ตกใจเสียเอง ทำทุกวันจนกระทั่งถึงวันชน กลิ่นของพังพอนนี้ก็จะติดกับตัวไก่อยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะเช็ดน้ำก่อนชนอย่างไรก็ตาม กลิ่นก็ยังติดที่ตัวไก่ แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน เพราะไก่บางตัวอาจจะตกใจเสียเอง และพาลไม่สู้ไก่ก็มี แต่ถ้าตัวไหน มันคุ้นกลิ่นละก็น่ากลัวสำหรับคู่ต่อสู้เป็นอย่างมาก
อย่างที่ 2 ก็คือเขาจะเอาน้ำมันพังพอนที่เขาเคี่ยวมาอย่างดี แล้วมาทาตัวไก่เลยในขณะพักยก แต่ไม่ใช่จู่ๆจะทาเลย ต้องลองทาตัวไก่ดูก่อนที่จะเข้าชนว่าไก่มันตื่น หรือเปล่า ไม่งั้น ไก่อาจแหกปากร้องหนีน้ำเฉยๆก็ได้ ถ้าไก่ตัวใหนตื่นหรือตกใจกลิ่นพังพอนมันจะแสดงอาการทันทีและที่สำคัญมันไม่แสดงอาการนานเสียด้วย เช่นเวลา ไก่ตัวอื่นเข้าปีกไก่ตัวที่ทาน้ำมันไว้ใต้ปีก ครั้งแรกมันอาจผละออกมาหรือหยุดไปเฉยๆ แสดงอาการครุ่นคิด (เซียนไก่ลายครามเขาจะสังเกตออกจากแววตาของมัน) เข้าครั้งที่ 2 ละก็ไม่แน่มันอาจจะเข้าปีกแล้วเลยออกไปทางหางและวิ่งหนีไปเฉยๆก็ได้
ถ้าจะจับพิสูจน์ก็สรุปได้อยากเพราะว่ากลิ่นน้ำมันพังพอนจะไม่รุนแรงเหมือนกับพวกยาหม่องหรือกลิ่นอื่นๆที่จะสามารถรู้ได้ทันที
ยางมะละกอ คือจะนำเอายางมะละกอทาที่แข้งไก่ทุกวันก่อนชนประมาณ 15-20 วันก่อนชน โดยช่วงเวลาที่ทานั้น เวลากาดน้ำไก่จะไม่เช็ดน้ำบริเวณแข้งไก่ โดยเด็ดขาด ทายางมะละกอที่แข้งไก่ทุกวันจนน้ำยาซึมเข้าไปตามร่องเกล็ดแข้งของขาไก่ เวลาที่เอาไก่ไปชนก็จะไม่เช็ดบริเวณแข้งไก่เหมือนกัน ก่อนชนจุ่มขาไก่ลง ในน้ำเปล่า ตอนนี้ยางมะละกอจะเริ่มละลายออกมาจากแข้งของไก่ แน่นอนจะต้องมีการบาดเจ็บเกิดแผลตรงบริเวณหน้าตาไก่ ยางมะละกอที่ติดกับแข้งไก่ก็จะไปกระทบ กับแผลเกิดอาการแสบร้อนมากทำให้ไก่เจ็บปวดมากกว่าเดิม ถ้ายางมะละกอเข็มข้นมากอาจทำให้ไก่ตัวที่โดนถอดใจหนีน้ำไปเพราะความเจ็บปวด
เซียนไก่เขามีหลักสังเกตว่าถ้าไก่ตัวไหนเวลาเข้าน้ำไปประมาณ อัน 2 อัน 3 บริเวณแข้งไก่จะต้องเต็มไปด้วยเลือดไก่ ถ้าเจ้าของไก่ไม่ยอมเช็ดเลือด ออก ก็ให้สันนิฐานว่าต้องมีอะไรผิดปกติ ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบโดยเอามือลูบแข้งไก่ดู ถ้าเกิดมีเมือกลื่นๆติดมือออกมาก็นั่นแหละคือยางมะละกอ

เหลี่ยมคนกลโกง
เรื่องของการวางยาไก่อีกลักษณะหนึ่ง

ลักษณะแรกคือ การแอบเอายาให้ไก่กิน การวางยาแบบนี้เป็นแบบง่ายๆ ในสมัยก่อนใช้กันมาก วิธีการคือ จะมีคนคอยจับจิ้งหรีด แมงกระชอนหรือเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ไก่กินไปผสมยาแล้วแอบโยนให้ไก่กิน หรือเอาไปติดเข้าที่ข้างสุ่ม เมื่อไก่กินเข้าไปก็จะโดนยาที่วางไว้ จากนั้นผู้วางจะเล่นฝ่ายตรงข้ามกับไก่ที่ตนวางยาไว้ วิธีนี้เป็นวิธีโบราณ ทางที่ดีควรจะต้องระมัดระวังให้มากๆเพื่อจะได้ไม่ต้องตกเป็นเยื่อเพียงเพราะการมองข้ามกับเล่ห์เหลี่ยมกลโกงแบบโบราณเช่นนี้
การใช้ยาทาแข้ง ทาปีก ก็เป็นวิธีการวางยาไก่อีกวิธีหนึ่ง การวางยาลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะกระทำโดยตัวเจ้าของไก่เอง โดยจะใช้ยาทาแข้ง ทาเดือยไก่ของตน ซึ่งจะทำให้ไก่ของตนตีถูกคู่ต่อสู้ ยาจะเข้าสู่ร่างกายคู่ต่อสู้ได้ทางบาดแผล โดยเมื่อก่อนส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้พริกขี้หนูหรือยางมะละกอ หรือสารเคมีบางชนิด แต่ในปัจจุบันการตีไก่มีการพันเดือยก่อนตี และต้องล้างแข้งก่อนเข้าตีในยกถัดไป จึงมักจะใช้ยากันในยกแรกหรืออันแรก ด้วยเหตุนี้จึงควรให้ผู้ช่วยมือน้ำที่เข้าไปคลำผ้าพันเดือยคู่ต่อสู้ว่าทะลุหรือไม่ และจับดูที่ก้อยด้วย เพราะเขาอาจจะทายาไว้ที่ก้อยก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเขาทายาไว้ มือที่จับลูบจะรู้สึกได้
สำหรับยาที่ทาขนปีก มักจะใช้พริกขี้หนู ที่คั้นเอาแต่น้ำมาทาตามปลายขนปีก จะใช้เมื่อเวลาเจอคู่ต่อสู้ที่มีเชิงมุด มัด ซึ้งก็เป็นอันตรายต่อไก่ตัวเองเหมือนกัน เนื่องจากอาจจะเผลอทำให้เข้าตาตัวเองได้ ไก่ที่โดนยาชนิดนี้เข้าไป จะมีอาการหน้าตาบวม เพราะมันปวดแสบ ปวดร้อน ในที่สุดก็จะถอนใจยอมแพ้ หนีไปเสียเฉยๆ
วิธีการป้องกันกลโกงโดยวิธีนี้ ควรให้กรรมการทวนน้ำทุกยก ไม่ใช่เพียงแต่ล้างแข้งเพียงอย่างเดียว ต้องให้กรรมการเอาผ้าอาบน้ำเช็ดแข้ง ขา ขนปีก และใต้ปีก แล้วนำไปเช็ดหน้าและบีบน้ำให้ไก่กินทุกยกก่อนเข้าชน ตั้งแต่อัน 2 เป็นต้นไป ซึ่งหากเขาทายามาก็จะโดนเข้ากับไก่ของเขาเอง
อีกอย่างหนึ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การวางยาโดยมือน้ำหรือเจ้าของให้กินเอง วิธีนี้เป็นการวางยาโดยมือน้ำที่ไม่ซื่อสัตว์ หรือเจ้าของไก่วิ่ง โดยมากจะเกิดเมื่อไก่เป็นต่อมากๆ เจ้าของหรือมือน้ำอยากได้เงินมากๆ ก็จะให้พักพวกไปรองเล่นฝ่ายตรงข้ามซึ่งจะได้ราคาดี แล้ววางยาให้กินตอนให้น้ำ พอเข้ายกต่อไปไก่ที่โดนยาจะไม่ตี เดินหนีเฉยๆ ซึ่งการวางยาแบบนี้นับว่าเป็นการหักหลังพวกเดียวกันเอง ดังนั้นแต่ละซุ้มจะต้อง พิถีพิถันในการคัดเลือกมือน้ำเป็นพิเศษ
กรณีการถูกหักหลังโดยมือน้ำนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่เสียความรู้สึกมากที่สุด ซึ่งวิธีการกระทำของมือน้ำที่จงใจให้ไก่แพ้ จะเป็นผู้มีโอกาสทำได้โดยง่าย เพราะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดไก่ ดังนั้นการทำให้ไก่แพ้ มือน้ำบางคนอาจจะไม่ต้องใช้ยาวาง แต่กระทำด้วยน้ำมือของตัวเอง ซึ่งก็มีอยู่หลายวิธี เช่น
การให้น้ำไม่เปียกพอ เป็นการจงใจทำเพื่อให้ไก่หอบ หลังจากลงสังเวียนชนไปได้ประมาณ 15 นาที ไก่จะหอบ ไม่ตีคู่ต่อสู้ ซึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ตีเอาจนบอบซ้ำ ซึ่งอาจทำให้แพ้ได้ในอันต่อไป
กระทำการประคบในระหว่างให้น้ำหลังตีไปได้ประมาณ 2-3 ยก เมื่อไก่มีบาดแผล มือน้ำที่ทรยศจะแกล้งประคบกระเบื้องให้ร้อนจนเกินไป ซึ่งจะทำให้ไก่ทนไม่ไหว อาจถอดใจยอมแพ้หนีเอาง่ายๆ หากเจอการประคบร้อนจนเกินความพอดี จนกลายเป็นความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
การหยิกเส้นหรือหักนิ้วไก่ มือน้ำที่สามารถจะทำวิธีการนี้ได้ ต้องเป็นมือน้ำชั้นเซียนเลยทีเดียว จึงจะสามารถทำได้และทำได้แนบเนียนจนดูไม่ออก คิดว่าเขานวดเฟ้นเส้นไก่ เพื่อคลายเส้นให้กับไก่ ข้อสังเกตคือ มือน้ำที่จะทำหยิกเส้นไก่ได้ มักจะไว้เล็บยาว
อีกวิธีหนึ่งคือ การใช้เข็มหมุดแทงเข้าใต้ปีกไก่ คือ เขาจะใช้เข็มหมุดแทงเข้าไปใต้ปีกไก่ ให้ฝังอยู่ทั้งเล่มในระหว่างให้น้ำ จะทำให้ไก่บินไม่ถนัดหลบหลีกได้ไม่คล่องตัว จะทำให้ถูกคู่ต่อสู้ตีจนแพ้ บางตัวบินไม่ขึ้นเพราะเจ็บมากอาจจะยอมแพ้เดินหนี ในที่สุดก็ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แบบผิดฟอร์มเลยทีเดียว
นี่คือสารพัดชั้นเชิงกลโกงที่มีอยู่ในการชนไก่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่พบเห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น ยังมีรูปแบบกลโกงอีกมากมายหลายวิธี ก็ต้องระวังกันหน่อย

การดูลักษณะไก่เก่งตอนเล็ก

การดูลักษณะไก่เก่งตอนเล็กๆ 

1. ลูกไก่ตัวที่ชอบแตกฝูง หมายถึง ลูกไก่ตัวที่ไม่ค่อยอยู่กับฝูง เวลาแม่ของมันพาไปคุ้ยเขี่ยหากิน มันมักจะแยกตัวออกไปหากินห่างจากลูกของมัน เพราะโดยปกติแล้วลูกไก่เล็กๆมันจะคอยติดตามแม่ตลอดเวลา ยิ่งมีอายุมากขึ้น มันจะแยกตัวออกไปหากินห่างแม่ยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าลูกไก่ตัวนั้นมีจิตใจเข้มแข็งไม่กลัวใครตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งเป็นลักษณะของไก่เก่งทุกตัว ที่มีจิตใจเป็นนักสู้ไม่กลัวใคร ข้อควรระวัง ลูกไก่ที่แยกตัวออกไปหากินห่างแม่ของมัน มักจะไม่รอดปากเหยี่ยว ปากกาและสัตว์ร้ายอื่นๆ เช่น หมา แมว ในกรณีที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ 

2. ลูกไก่ตีหย่าแม่ ลูกไก่ชนโดยทั่วไป เมื่อมีอายุได้ 2-3 เดือน มันจะเริ่มตีกันเพื่อแย่งกันเป็นจ่าฝูง หลังจากนั้นแม่ของมันจะทิ้ง เราเรียกว่า ตีหย่าแม่
ข้อสังเกต
เกี่ยวกับลูกไก่สายเลือดไทย พม่า และ เวียตนาม มีดังนี้

  • ลูกไก่สายเลือดไทย มักจะตีอย่าแม่กันนาน บางตัวถึงกับหนังหัวขาด หัวปีกขาด และสู้กันหลายวัน ดังนั้นต้องคอยระวังและจับแยกขังเดี่ยวสัก 1-2 อาทิตย์ ก็จะเลิกกันไปเอง
  • ลูกไก่สายเลือดพม่า มักจะตีหย่าแม่กันไม่นาน ส่วนมากจะตีกันครั้งเดียวก็เลิก และมักจะตีกันหน้าตาบวม จับขังแยกสัก 1-2 วัน พอแผลระบมก็จะแพ้กันไปเอง
  • ลูกไก่สายเลือดเวียดนาม (ไซง่อน) มักจะตีหย่าแม่กันไม่นานเหมือนกับไก่พม่า แต่ปากคม มักจะจิกกันจนหนังหัว หนังคอต้องคอยเย็บ

ลูกไก่ตัวใดที่ไม่ค่อยสู้ไก่ หรือสู้ไม่นานก็ยอมแพ้ ลูกไก่ตัวนั้นเมื่อโตขึ้นชั้นเชิงฝีตีนอาจมีตามสายพันธุ์ แต่จิตใจไม่ค่อยเต็มร้อย และมักจะเป็นไก่ที่สมบูรณ์ สวยงาม เพราะการเจริญเติบโตไม่หยุดชะงักเหมือนตัวที่ตีกันมากๆ และไม่ค่อยมีรอยตำหนิบริเวณหัวและหัวปีก ทั้งนี้ลูกไก่คอกหนึ่งๆจะไม่เก่งทุกตัว ด้วยเหตุนี้นักเลงไก่จึงนิยมเพาะไก่เอง เพราะได้รู้เหล่า รู้สายพันธุ์ รู้ลีลาชั้นเชิงในการชนของมันตั้งแต่ปู่ย่าตายาย และยังรู้นิสัยใจคอมันมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ใช่ดูแต่ความสวยงาม หรือลักษณะโหงวเฮ้งดี เพียงอย่างเดียว
อีกประการหนึ่ง
การเพาะไก่เองยังได้รู้นิสัยใจคอของมัน ซึ่งแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ตลอดจนความสมบูรณ์ของร่างกาย ไก่ที่ขี้โรคมาตั้งแต่เล็กๆโตขึ้นจะไม่เก่ง แม้ว่าจะมีลีลาชั้นเชิงดีขนาดไหนก็เป็นไก่เก่งไม่ได้ เพราะร่างกายไม่แข็งแรง ไก่เก่งต้องสมบูรณ์ทั้งร่างกายจิใจและฝีตีน
ลูกไก่ตัวใดที่มักจะสู้กับไก่ในฝูงทุกตัว เที่ยวเกะกะระรานเขาไปทั่ว ตีตัวหนึ่งแพ้แล้วจะไปตีอีกตัวหนึ่งจนชนะเขาหมดกลายเป็นจ่าฝูง ไก่ตัวนั้นถ้าอยู่รอดไม่แคระแกร็นหรือพิการไปเสียก่อน รับรองได้ว่าไก่ตัวนั้นมักเป็นไก่เก่ง ถ้ามีลูกไก่ที่กล่าวมา ให้รีบแยกออกมาขังเดี่ยวประมาณ 1-2 อาทิตย์ ก็จะเลิกตีกันไปเอง มิฉะนั้น ลูกไก่ตัวนั้นอาจจะพิการและเสียไก่ไปตั้งแต่เล็กๆ
ในการไปหาซื้อไก่ตามชนบท ที่มีไก่หนุ่มเป็นฝูงๆนั้น ให้เลือกซื้อไก่ตัวที่เป็นจ่าฝูงและมีรอยถูกตีแถวหัว หน้าตา โดยเฉพาะหัวปีก ถ้ามีรอยจิกยิ่งแสดงให้รู้ว่าไก่ตัวนั้นเชิงชนหัวลึก เวลาถูกกอดไม่หงายไพล่จึงถูกจิกหัวปีก ซื้อได้เลย รับรองไม่ผิดหวัง
ข้อสังเกตอีกอย่าง
ไก่ที่เป็นจ่าฝูง มักมีขนาดเล็กกว่าไก่ตัวอื่นๆในฝูง เพราะในช่วงเล็กๆ ตีกับเขาไปทุกตัวเลยแกร็น ส่วนตัวใดที่สวยงามรอยโต หน้าตาไม่มีรอยขีดข่วน แสดงว่าไก่ตัวนั้นตอนเล็กๆ ใจไม่ถึงไม่ค่อยสู้ใคร เอาแต่กินจึงโตกว่าเพื่อน
3. ลูกไก่ตัวใดมักจะสู้ไก่ที่ใหญ่กว่า ไม่กลัวหมา กลัวแมว หรือไม่ค่อยกลัวอะไร แสดงให้รู้ว่าไก่ตัวนั้นใจเต็มร้อย โตขึ้นต้องเป็นไก่ที่มีจิตใจเป็นนักสู้ สู้ไม่ถอย ดูแลให้ดีอย่าให้ตีกับไก่ใหญ่ อาจเสียไก่ได้
4. ลูกไก่ที่เวลาเราจับมักดิ้น
โดยเฉพาะเวลาจับปาก จับคอ จับคาง จับตุ้มหู มักจะดิ้นสะบัดหลุด หรือจิกเจ้าของ หรือคนจับ แสดงให้เห็นว่า ไก่ตัวนั้นมีจิตใจเป็นนักสู้ ไม่ยอมอะไรง่ายๆ มีความพยายาม เวลาตีจะเป็นไก่ไม่ยอมคู่ต่อสู้ ถือว่าจิตใจใช้ได้ หนีไม่เป็น
5. ลูกไก่ที่มักจะขันตั้งแต่อายุยังน้อย คือ อายุประมาณ 4-5 เดือน เรียกว่าแก่แดด มักเป็นไก่เก่งใจเกินร้อย คือ เป็นลูกไก่ที่พยายามจะเป็นไก่ใหญ่ หรือมีจิตใจเกินตัว เวลาสู้กับคู่ต่อสู้เป็นไก่ที่มีจิตใจทรหดอดทนหนีไม่เป็น
ลักษณะพฤติกรรมเด่นๆ ดังที่กล่าวมา มันเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดของมัน หรือยีนส์ที่แสดงออกถึงเทือกเถาเหล่ากอ แต่จะมีความเด่นมากน้อยแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนกันทุกตัว บางตัวมีมาก บางตัวมีน้อย และมีจุดเด่น จุดด้อยไม่เท่ากัน บางตัวจิตใจไม่เต็มร้อยแต่รูปร่างอาจสวยงาม บางตัวรูปร่างไม่สวยงามแต่มีจิตใจเต็มร้อย
ความลับของไก่เก่ง
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามันอยู่ในกมลสันดานของมันเองมาตั้งแต่เล็ก ทำไมไก่บางตัวมีลักษณะดีสวยงาม ทั้งใบหน้า รูปร่าง เกล็ด แข้งดี ถูกต้องตามตำราโหงวเฮ้งไก่เก่ง แต่ทำไม? จึงตีไม่เก่ง ไม่มีความพยายามในการต่อสู้ ส่วนใหญ่แล้วเพราะใจมันไม่สู้ ใจไม่ถึง พอถูกตีเจ็บ หรือถูกโต้เจ็บมักจะถอดใจง่าย ผิดกับบางตัว ยิ่งเจ็บยิ่งสู้ ยิ่งมีมานะ อาฆาต พยายามตีคู่ต่อสู้ให้เจ็บกว่า นอกจากนี้ไก่เก่งต้องเป็นไก่ฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบในเชิงชนของมัน รู้จักหลบหลีกแก้เชิง หรือแก้ทางของคู่ต่อสู้ได้ สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถฝึกสอนมันได้ แต่มันจะมีของมันเอง
ไก่เก่งทุกตัว มักจะมี คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันเอง ไก่บางตัวอาจมีสติปัญญาเป็นเลิศเหนือคุณสมบัติอื่นๆทั้งหมด หรือไก่เชิงซึ่งจะมีลีลาชั้นเชิงในการต่อสู้เป็นเลิศ แต่คุณสมบัติในด้านความทรหดอดทนอาจจะน้อย ไก่บางตัวอาจจะไม่ค่อยฉลาดแต่จะมีคุณสมบัติในด้านความทรหดอดทนเป็นเลิศ มีพลังจิตหรือแรงฮึดสู้ได้จนลมหายใจสุดท้าย เรียกว่า ยอมตายคาสังเวียน

 

ไก่พม่ามีดีอย่างไร

ไก่พม่ามีดีอะไร
รูปร่างและขนาดไก่พม่า ไก่พม่าลูก 100 % มีขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 2.00 – 2.50 ด้วยเหตูนี้เองจึงนิยมเล่นลูกผสมไทยบ้าง ผสมเวียดนามบ้าง หรือบางคนก็เล่นสามสายเลือดไปเลย ไก่พม่ามีลักษณะโดยทั่วไปที่สังเกตได้ คือ

  • – มีขนาดเล็ก กระดูกบาง
  • – หน้าเล็กแหลม ปากเป็นแนวเส้นตรง ปลายงุ้มเล็กน้อย
  • – หงอนมักเป็นหงอนแจ้แบบหงอนงู หรือหงอนชี้ฟ้า หรือหงอนนาคราช
  • – ตาโปน
  • – สนับปีกหนาและยาว
  • – แข้งเล็กและมักแข้งอิ่ม บ่งบอกว่าเป็นไก่ตีไว ตีแม่น
  • – เดือยส่ง
  • – ตุ้มหูมักขาว (คิดว่าคงสืบเชื้อสายมาจากไก่ป่า)

ชั้นเชิงลีลาแม่ไม้ไก่พม่า ไก่พม่าเป็นไก่ที่มีลีลาชั้นเชิงชั้นยอด คือ ไม่ยอมปะทะกับคู่ต่อสู้ตรงๆ เพราะไก่พม่ามีขนาดเล็ก จึงเป็นไก่คอยฉวยโอกาส หรือไก่จังหวะสอง ชั้นเชิงไก่พม่าเป็นแบบ “สนลู่ลม” หรือต้นอ้อ ชั้นเชิงไก่พม่าที่เด่นๆ และนักเลงไก่ชอบมีดังนี้

  • – เชิงถอยดีดแข้งเปล่ารับโดยไม่ใช้ปากจิกคู่ต่อสู้
  • – เชิงเปลี่ยนหน้าตี คือ พอถูกกอดจะโยกหน้าหลบเข้าอีกข้าง
  • – เชิงชักลิ่มตี เมื่อถูกกอดขี่ทับจะเป็นไก่คออ่อนไม่ฝืนสู้คอ ถอดหัวออกตี
  • – เชิงลักตีขโมยตี เข้ามุดหัวติดดิน เผลอขึ้นมาตีแล้วลงไปซุกต่อ
  • – เชิงม้าล่อ เมื่อถูกกอดขี่จะออกวิ่งให้คู่ต่อสู้วิ่งไล่ตาม พอได้จังหวะจะหันมาดีดแข้งใส่ หรือเมื่อเห็นคู่ต่อสู้เหนื่อยก็จะหันกลับมาตี

ที่สำคัญไก่พม่าเป็นไก่ปากไว ตีนไว เดือยไว ถี่แม่น สาดทีสองที แทงหูแทงตาเลยก็มี และไก่พม่าเป็นไก่เจ้าเล่ห์ โดนตีนิด ตีหน่อยมักล้มลุกคลุกคลานเหมือนกับเจ็บเสียเต็มประดา แต่อย่าเผลอ บางทีถูกตีลงไปนอน พอคู่ต่อสู้เข้าไปใกล้ๆ มันจะสาดเข้าใส่ทั้งๆที่กำลังนอนอยู่ก็มี จุดด้อยของไก่พม่า โดยสรุปมีดังนี้

  • – กระดูกโครงสร้างเล็ก เมื่อเทียบกับไก่ไทยและไก่ไซง่อน ดังนั้นไก่พม่าเวลาถูกตีตัว ตีอัดสามเหลี่ยมหน้าอุด มักสู้ไม่ได้
  • – ไก่พม่าลูกหนุ่มใจไม่ค่อยเต็มร้อย ถูกตีเจ็บๆมักจะถอดใจหนีง่ายๆ
  • – ไก่พม่าเมื่อเจอไก่เชิงมุดมัดหัวต่ำ มักตีไม่ค่อยถูก แต่ถ้าเป็นไก่หัวสูงไก่พม่าจะชอบ เพราะสาดแข้งเปล่าได้ถนัด

ชั้นเชิงไก่ที่สามารถปราบไก่พม่าได้ ต้องเป็นชั้นเชิงเดินอัด เดินบี้ ตีตัว ตีอัดเข้าบริเวณสามเหลี่ยม หรือหน้ากระเพาะ ลูกหน้าไว เท้าหุ่นตีตัว มักตีสวาปตีหลัง
เรื่องไก่พม่าที่ควรรู้

การเลี้ยงไก่พม่าก่อนออกชนทำอย่างไร? เลี้ยงเหมือนไก่ไทยหรือเปล่า? เช่น ต้องลงขมิ้น ถ้าลงขมิ้นแล้วไม่บินจริงหรือเปล่า ? เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายๆคนถามกันมากมาย คำตอบที่ได้ก็ไม่กระจ่างนัก

  • ก่อนอื่นลองมาวิเคราะห์ดูการเล่นและการเลี้ยงไก่พม่าเป็นอย่างไร และลูกผสมไก่พม่ามีเลี้ยงและเล่นกันมากในภาคเหนือของไทย เพิ่งจะแพร่หลายไปทั่วประเทศประมาณ 3-4 ปีมานี้เอง การชนไก่ทางภาคเหนือนิยมชนแบบปล่อยเดือย ไม่มีการพันพลาสเตอร์เหมือนภาคกลาง ดังนั้นไก่จึงใช้เวลาตีไม่มากอัน เพราะไก่ทนพิษบาดแผลไม่ได้ เพราะถูกแทงด้วยเดือย อย่างมาก 2-3 อัน ก็รู้ผลแพ้ ชนะแล้ว ดังนั้นทางภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นไก่ลูกผสมไทยพม่ากันมาก จะฟิตซ้อมหรือปล้ำประมาณ 2-3 อัน ก็นำไปชนกันแล้ว เขาจึงไม่นิยมลงขมิ้น
  • อีกประการหนึ่ง ในภาคเเหนืออากาศเย็นและหนาว ในหน้าหนาวหรือในช่วงเดือน 11-12 ถึงเดือนอ้าย เดือนยี่อากาสหนาวแดดไม่ค่อยมี ขืนกราดน้ำลงขมิ้น กราดแดดครึ่งวัน ตัวคงไม่แห้ง ไก่คงหนาวตายแน่ ส่วนใหญ่เขาจะอาบน้ำพอประมาณไม่ให้เปียกทุกขุมขนเหมือนภาคกลาง แต่จะเน้นการออกกำลัง เช่น วิ่งสุม ล่อวิ่ง และปล่อยเล้าหรือให้เดินตามบริเวณบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่นิยมลงขมิ้น
  • ส่วนในภาคกลาง มีการเลี้ยงฟิตซ้อมไก่ให้แข็งแรง เพราะต้องชนกันถึง 12 ยก ไก่ตัวหนึ่งกว่าจะได้ออกตีต้องปล้ำหรือซ้อมคุ่ไม่ต่ำกว่า 8-9 ยก บางตัวเกิน 10 ยก โดยเฉพาะไก่ถ่าย ถึงจะออกตี จึงนิยมลงขมิ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ผิวหนา นอกจากลงขมิ้นแล้วยังประคบกระเบื้องอีกด้วย ดังนั้นไก่ทางภาคกลางที่ออกบิ่นแต่ละตัวจะมีผิวพรรณหนังหนาและแดง การลงขมิ้นจะทำให้ผิวไก่สวยขึ้น และขนสวยโดยเฉพาะไก่เหลืองหางขาว ขมิ้นไม่ได้ทำให้ไก่เก่งหรือไม่เก่ง หรือทำให้ไก่บินดีหรือไม่ดี
  • สรุป การลงขมิ้นไก่ ไม่มีผลต่อการบินของไก่ ว่าจะบินดีหรือไม่ดี ไก่จะบินดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับการฟิตซ้อมออกกำลังไก่มากกว่า ดังนั้นไม่ว่าจะเลี้ยงไก่อะไรก็แล้วแต่จะเป็นไก่ไทย ไก่พม่า จะลงขมิ้นหรือไม่ลงแล้วแต่คนเลี้ยงชอบ ไม่มีผลต่างกัน ข้อสำคัญอย่าให้มากเกินไป ถ้าลงขมิ้นมากเกินไปจะทำให้เนื้อและผิวไก่ตึงได้
  • ไก่ลูกผสมสายเลือดไทยพม่าและลูกผสมร้อยแบบไหนดี ขอแยกแยะข้อดีและจุดเด่นได้ดังนี้
  • พม่าลูก 100 % ลีลาชั้นเชิงฝีตีนถือว่ายอดเยี่ยม โดยเฉพราะตัวที่เก่งๆ ส่วนตัวที่ไม่เก่งไม่นับ แต่มีข้อเสีย คือ มีขนาดเล็กไม่รู้จะเลี้ยงไปตีกับใคร ?
  • ลูกผสมไทย-พม่า 75% (พม่า 75%) ลีลาฝีตีนชั้นเชิงจัด ใกล้เคียงกับไก่พม่าทีเดียว ใช้ตีกับไก่พม่าลูก 100% ได้ แต่รูปร่างโครงสร้างและขนาด เล็กไม่ถึง 3.00 กก. ยกเว้นบางตัว
  • ลูกผสมไทย-พม่า 50% ลีลาชั้นเชิงฝีตีนลดลง คือ ไม่จัดเท่ากับไก่พม่าลูก 100% แต่มีขนาดและโครงสร้างร่างกายโตขึ้นถึง 3.00 กก. หรือมากกว่า ยกเว้นบางตัวอาจจะลีลาชั้นเชิงใกล้เคียงไก่พม่าลูก 100%
  • ลูกผสมไทย-พม่า 25% (พม่า 25%) ลีลาชั้นเชิงฝีตีนจะลดลงไปอีก คือ คล้ายกับไก่ไทยมากขึ้น แต่มีขนาดที่โตขึ้น คือ มีน้ำหนักเกิน 3.00 กก. แต่มักเป็นไก่ปากไว ตีแม่นและแม่นตอ

สรุป จะนิยมเล่นลูกผสมไทย-พม่า 25% มากกว่าลูกผสมแบบอื่นๆ ปัจจุบันได้นำไก่พม่ามาผสมกับไก่สายเลือดไซง่อน ทำให้ลูกผสมที่ได้มีขนาดโตขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีการผสมแบบสามสายเลือด คือ ไทย พม่า ไซง่อน ชั้นเชิงฝีตีนมีดังนี้

  • – เป็นไก่ปากไว มีลูกสาดแข้งเปล่า ขยันตี
  • – เป็นไก่ตีแม่น ตีแผล
  • – เป็นไก่ตีลำโต
  • – ชั้นเชิงไม่มาก พอเอาตัวรอด

ไก่พม่าควรออกชนช่วงไหนถึงจะเหมาะ

 

  • ไก่พม่าที่จะคัดนำมาเลี้ยงชนต้องเป็นไก่เก่งเท่านั้น คือ คัดไก่ที่ตีถูก ตีแม่น ก่อนเป็นอันดับแรก เรื่องลีลาและความแข็งแกร่งค่อยว่ากันทีหลัง
  • การเลี้ยงไก่พม่าไม่ต้องหนักขมิ้นและกระเบื้อง เพราะไก่พม่าต้องการความคล่องตัวสูง ถ้าตัวตึงจะไม่ค่อยตีไก่ ไก่พม่าที่ตัวเก่งๆไม่จำเป็นต้องซ้อมหนัก ซ้อมเยอะมากเกินไป ดูแค่ว่าแข็งแรง บินดี ฟอร์มกำลังสดก็นำไปชนได้
  • ยกตัวอย่าง ถ้ามีไก่พม่าอยู่ตัวหนึ่งเก่งมาก นำมาเลี้ยงเพื่อออกชน ปล้ำครั้งแรกก็น๊อคคู่ต่อสู้แต่อาจจะแรงไม่ค่อยดี นำกลับมาเลี้ยงใหม่ ปล้ำครั้งที่ 2 ก็ยังฟอร์มดีอยู่ ปล้ำครั้งที่ 3 ครั้งนี้ก็เป็นที่ประทับใจ ครั้งที่ 1-3 อาจจะปล้ำครั้งละอันหรืออาจจะน๊อคคู่ต่อสู้ก่อน ปล้ำครั้งที่ 4 พยายามเดินยาวให้ได้ 2 อัน ถ้าตัวแรกถูกน๊อคก็ควรหาตัวใหม่มาซ้อม ครั้งนี้สำคัญมากต้องดูให้ละเอียดถ้าฟอร์มสด บินดี แข็งแรงดุดัน กลับมาเดินนวมอีกซัก 2 อันก็ออกชนได้ ถ้าเป็นไก่พม่าตัวเก่งจริงๆ ปล้ำแค่ 5-6 อันก็ออกชนได้ แต่ต้องมีส่วนประกอบอย่างอื่นด้วย เช่น การออกกำลัง ลงนวม เตะเป้า วิ่งสุ่ม สิ่งเหล่านี้จะขาดไม่ได้
  • ส่วนเรื่องที่สำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม คือ ไก่พม่าที่จะออกชน ถ้าจะให้ดีควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 10 เดือน ถ้าช่วงอายุ 12-15 เดือน จะเหมาะที่สุด เรื่องความสดและกระดูกก็กำลังดี 8-9 เดือนอันนี้อ่อนเกินไปจะแพ้เขาได้ง่ายๆ

 

  • สรุปก็คือ เลี้ยงไก่พม่าไม่ควรหนักขมิ้นและกระเบื้อง เลี้ยงน้ำเย็นจะดีที่สุด เน้นการเตะเป้าลงนวมเป็นดีที่สุด
    ไก่เชิงพม่า
    1. ถอยแล้วสาด ลักษณะของชั้นเชิงชนในแบบนี้ก็คือ การก้าวถอยหลังรอให้คู่ต่อสู้เดินเข้ามา เมื่อได้จังหวะก็จะสาดแข้งเปล่าเข้าใส่โดยไม่ต้องจับ วิ่งการสาดแข้งเปล่าในลักษณะนี้ จะสร้างความกังวลให้กับคู่ต่อสู้เป็นอย่างมาก ยิ่งโดยเฉพาะไก่ที่กอดเก่งๆ เมื่อมาเจอลีลาถอยแล้วสาดอย่างนี้ยิ่งสร้างความกังวลให้อย่างมาก ลีลาก้มถอยแล้วสาดนี้นับเป็นลีลาเชิงชนสุดยอดที่เซียนไก่พม่ามักนิยมกันอย่างแพร่หลาย และพยายามอย่างยิ่งที่จะหาพม่าเชิงนี้มาครอบครอง เพราะถือว่าเป็นเชิงชนที่เยี่ยมยอดที่สุดของไก่พม่า
    2. เดินแล้วสาด ในเชิงนี้จะเป็นลักษณะการก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกับการหาจังหวะในการสาดแข้งเปล่าใส่คู่ต่อสู้โดยไม่ต้องจับ ซึ่งในเชิงนี้ค่อนข้างจะเสี่ยงกว่าเชิงแรกมาก เนื่องจากการเข้าปะทะหน้าตรงๆนั้น หากไปเจอคู่ต่อสู้ที่มีลูกสาดนำ รวมทั้งมีแข้งเปล่า และเป็นลูกผ่านพม่าที่สะสมเชิงถอยสาดเอาไว้ก็จะเจ็บตัวกับอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ไม่น้อยทีเดียว
    การก้าวเดินหน้าแล้วสาดแข้งเปล่า ผลแพ้ชนะจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วยเช่นกัน ในทัศนะของเซียน ไก่พม่าตัวที่เดินเข้าหามักจะเป็นฝ่ายแพ้เสียส่วนใหญ่ ลีลาเดินหน้าแล้วสาดแข้งหากจะให้ดีควรที่จะเสริมลีลาก้มต่ำแล้วส่ายหัวไปมาเข้าไปด้วย เพราะการก้มต่ำนั้นเปรียบเสมือนการซ่อนจุดเปราะบริเวณคอและหน้าเอาไว้ให้ต่ำลง รวมทั้งยังสามารถหลบหลีกได้ในบางจังหวะอีกด้วย
    3. ลงต่ำแล้วสาด สำหรับเชิงชนนี้จะยืนนิ่งๆอยู่กับที่เพื่อหาจังหวะสาดแข้งใส่คู่ต่อสู้ ไก่พม่าที่มีชั้นเชิงการยืนนิ่งๆ มักจะเป็นไก่ที่ชอบใช้จังหวะสองได้ดี หากคู่ต่อสู้เข้าหลวมและเสียจังหวะเมื่อไหร่ เจ้าพม่าจะไม่ปล่อยให้พลาดจังหวะอย่างเด็ดขาด มันจะสาดแข้งคมๆเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างไม่ยั้งทีเดียว
    4. ถอด เชิงนี้เป็นอีกเชิงหนึ่งที่ดุเดือดเผ็ดมัน เพราะเชิงถอดนี้จะเป็นเชิงที่เมื่อถูกขี่หรือกดคอแล้วไก่พม่าจะถอดชักหัวหรืชักลิ่มออกมาทำให้คู่ต่อสู้หลุดถลำลงต่ำ และในจังหวะนี้เอง ไก่พม่าก็จะจับในระยะกระชั้นชิดพร้อมกับสาดแข้งใส่อย่างดุดัน ซึ่งลีลาการชักลิ่มเป็นการพลิกสถานการณ์ที่รวดเร็วจากการที่โดนกดคุมคออยู่ มาเป็นการชักคอออกแล้วจับหูนอกโดยที่คู่ต่อสู้ไม่ทันระวังตัว
    ลีลาการถอด(ชักลิ่ม)แล้วจับหูนอกตีนี้ บางครั้งอาจจะได้พบไก่พม่าบางตัวเข้ากอดและเข้าปีกมัดเป็นเหมือนกัน นั่นเท่ากับลบล้างความเชื่อที่ว่าไก่พม่ามัดไม่เป็น แต่อย่างไรก็ตามน้ำหนักในเชิงนี้ไม่ค่อยจะหนักหน่วงหรือเห็นผลเร็วนัก เนื่องจากจะเป็นการตีในลักษณะหันข้างเสียมากกว่า
    5. ม้าล่อ ในเชิงนี้เป็นเชิงพม่าม้าล่อโดยจะวิ่งวนไปรอบๆสังเวียนเพื่อให้คู่ต่อสู้วิ่งตาม จนเมื่อได้ระยะและได้จังหวะแล้วก็จะหันกลับมาสาดแข้งใส่คู่ต่อสู้ จากนั้นก็จะวิ่งต่อ หรือถ้าหันกลับมาสาดแล้วดูท่าทางคู่ต่อสู้มีอาการ ก็จะพันตูต่อกรเพื่อพิชิตศึกทันที ลีลาม้าล่อนี้หากตีคู่ต่อสู้ไม่อยู่ในยกต้นๆจึงมักจะพ่ายแพ้ในยกท้ายๆเสมอ
    สำหรับเซียนไก่ที่ต้องการนำไก่ชนของไทยเข้าชนกับไก่พม่านั้น การอ่านเชิงพม่าให้ขาดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ในทุกครั้งที่ทำการเปรียบไก่ คู่ต่อสู้มักจะยอมให้เราจับตัวไก่ได้ และในขณะที่คู่ต่อสู้เผลอนั้น เราสามารถจะทดสอบได้ว่าพม่าตัวนั้นๆเป็นไก่เชิงอะไร คือหลังจากที่จับตัวไก่จนพอใจแล้ว ให้ปล่อยไก่พม่ายืนอย่างสบายๆโดยให้หันหน้าเข้าหาเราแล้วหันท้ายเข้าหาเจ้าของ(กันเจ้าของสังเกตเห็น) จากนั้นก็จับไปที่ลำคอส่วนล่างไกล้ๆสามเหลี่ยมของไก่แล้วบีบเบาๆอย่าให้ไก่เจ็บจนตื่น ไก่พม่าเป็นไก่ที่มี สัญชาตญาณป่าค่อนข้างสูง เมื่อเราบีบที่ลำคอเขา เขาจะแสดงธรรมชาติของเขาออกมาทันทีว่าเป็นไก่เชิงไหน โดยสังเกตได้จากอาการที่เขาแสดงออกดังนี้
    1. หากเราบีบแล้ว เขาดึงตัวถอยหลัง แสดงว่าเป็นไก่เชิงถอย
    2. หากเราบีบแล้ว เขาหดคอลงแต่ไม่ถอย แสดงว่าเป็นไก่ยืนแล้วสาดจังหวะสอง
    3. หากเราบีบแล้ว เขาดึงคอกลับและเบี่ยงตัวออกด้านข้าง แสดงว่าเป็นไก่ถอดหัวดี
    4. หากเราบีบแล้ว เขาเสือกหัวขึ้นมา แสดงว่าเป็นไก่กอดเชิงบน
    5. หากเราบีบแล้ว เขาขืนตัวดันไปข้างหน้า แสดงว่าเป็นไก่ชอบเดินเข้าหา

 

ไก่ไทย-ไก่เชิง

ไก่ชนไทย ?
ไก่ไทยเป็นไก่ที่มีลีลาฝีตีนแพรวพราว มีทั้งลูกล่อลูกชนยากจะหาไก่ชาติใดๆเสมอเหมือน คือ ทั้ง กอดขี่ บดบี้ ขยี้ ล็อก เท้าหุ่น ตีตัว มุดมัดและมุดลอดทะลุขา เมื่อเปรียบกับไก่ชาติอื่นๆแล้วถือว่าไก่ชนไทยมีภาษีดีกว่าไก่ชนชาติอื่นๆ แล้วทำไมไก่ชนไทยจึงตีต่อสู้ไก่ต่างชาติไม่ได้ หรือเป็นเพียงคำพูดที่กล่าวกันเล่นๆ หรือต้องการโปรโมทไก่ชนต่างชาติ แต่ข้อเท็จจริงแล้วมีดังนี้

  • 1. ไก่ชนไทยกับไก่พม่าลูก 100% ไม่มีโอกาสตีกันได้ หรือตีได้ก็น้อยคู่มาก เพราะขนาดของไก่ไทยกับไก่พม่าเป็นไก่คนละขนาด คือ ไก่พม่าแท้ๆจะมีขนาดเล็กและมีน้ำหนักไม่เกิน 2.5 กก. ตัวที่โต 3.00 กก. ขึ้นมีน้อย ส่วนไก่ไทยตัวที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 กก. ก็มีน้อยแทบนับตัวได้ ยกเว้นไก่ป่าก๋อยที่มีขนาดเล็ก ไก่พม่าที่นำมาตีกับไก่ไทยในทุกวันนี้ ส่วนมากเป็นลูกผสม หรือลูกผ่านที่นำไก่พม่ามาผสมกับไก่ไทย เป็นไก่ที่มีเลือดพม่า 50% บ้าง 25% บ้าง ซึ่งจะมีขนาดโตประมาณ 3.00-3.20 กก. สำหรับไก่ลูกผสมพม่าที่มาตีกับไก่ไทย 100% นั้น ก็มีแพ้ มีชนะ ไม่ได้ชนะไก่ไทยทุกตัว ดังนั้นจะสรุปว่าไก่ไทยสู้ไก่พม่าไม่ได้นั้นจึงไม่เป็นความจริง เหตุที่เขานิยมไก่ลูกผสมพม่า ก็เพราะตัวไก่ลูกผสมตัวใดมีลีลาชั้นเชิงแบบไก่พม่า ก็เป็นไก่ที่สามารถปราบไก่เชิงกอดขี่ได้ ซึ่งไก่เชิงกอดขี่นี้เป็นไก่ที่นิยมเลี้ยงกันมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงนำไก่ลูกผสมพม่ามาเล่นเพื่อแก้ทางไก่เชิง ความจริงไก่พม่าก็แพ้ทางไก่ประเภท เดินอัด เดินบี้จี้ไม่ห่าง จิกหลังจิกไหล่ตี ตีหน้าคอ หน้าอุด ตีตัว ตีหลัง ไก่พม่าทนไม่ได้เพราะกระดูกบาง ถอดใจหนีง่ายๆ อีกอย่างหนึ่ง ไก่พม่ามักจะแพ้ทางไก่ประเภท ลูกหน้าไวและไก่แข้งเปล่า หรือดีดลูกหน้าไว เข้าทำนองหมองูตายเพราะงู ดังนั้นถ้าเราหาไก่ไทยที่มีชั้นเชิงดังกล่าว ก็สามารถสู้ไก่พม่าได้ ไม่ว่าจะเป็นลูก 100% หรือลูกผสม
  • 2. ไก่ชนไทยกับไก่ไซง่อนลูก 100% ไก่ไทยกับไก่ไซง่อนมีโอกาสตีกันได้มากกว่าไก่ไทยกับไก่พม่าลูก 100% เพราะมีขนาดใกล้เคียงกัน ข้อเท็จจริงไก่ไซง่อนมีจุดเด่นมากกว่าไก่ไทยทั่วไป คือ กระดูกโครงสร้างใหญ่ ผิวหนังหนากว่าไก่ไทย ปอดใหญ่กว่า ตีหนัก ลำโต แต่ไก่ไซง่อนมีจุดอ่อนที่อืดอาด ช้าไม่คล่องตัว ลีลาชั้นเชิงมีน้อย ไก่ไซง่อนลูก 100% ไม่น่ากลัว ไก่ไทยสามารถสู้ได้ คือ เราต้องหา ไก่ตีแผล ตีวงแดง ตีบ้องหู และต้องเป็นไก่ปากไว ไก่ไซง่อนที่เขากลัวกันทุกวันนี้ไม่ใช่ไซง่อนลูก 100% แต่เขากลัวลูกไซง่อนผสม ที่ผสมไทย ผสมพม่า เพราะไก่ไซง่อนลูกผสมบางตัวมักเป็นไก่ปากไว ตีแม่นและตีลำโต แถมมีโครงสร้างและผิวพรรณแบบไก่ไซง่อนด้วย
  • 3. เวลาชนของแต่ละยก เรื่องเวลาของแต่ละยกในการชนไก่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไก่ไทยสู้ไก่เทศไม่ได้ เพราะเวลาของการชนแต่ละยกเพิ่มขึ้น จาก 20 นาที เป็น 23-25 นาที เพื่อให้ไก่แพ้ชนะกันไวขึ้น ซึ่งไก่ไทยสู้ไก่ต่างชาติไม่ได้ตรงนี้เอง เพราะไก่ไทยโดยสภาพร่างกายมีปอดเล็กกว่าไก่ไซง่อน ดังนั้นเมื่อยืดเวลาในการตีออกไป ไก่ไทยจะหอบ และถูกตีในช่วงเวลาตั้งแต่นาทีที่ 20 เป็นต้นไป อีกสาเหตุหนึ่งไก่ไทยเป็นไก่เชิงขยันตี จึงต้องออกแรงมาก ทำให้เหนื่อยมากเหนื่อยไว โดยสรุปภาพรวมแล้ว ไก่ไทยสามารถสู้กับไก่ต่างประเทศทุกสายพันธุ์ได้ ไก่ไทยสู้ได้ขอเพียงแต่
    • 1. นักเพาะไก่ทั้งหลาย ให้เพาะไก่ที่มีลีลาชั้นเชิงในการตีไว ตีแม่น ตีเจ็บให้มากกว่าไก่เชิง อย่าเอาไก่เชิงมากไปผสมกับไก่เชิงมากเช่นกัน ลูกไก่ที่ได้จะเป็นไก่เชิงล้นไม่ค่อยตี พอไปตีก็มัวแต่เล่นเชิง พอถูกตีตัวและเหนื่อยเข้าก็หมดเชิง แต่ถ้าเพาะได้ ไก่เชิงดี ถี่ แม่น ลำโต ก็สามารถพูดได้ว่าไก่ไทยเก่งที่สุดในโลก
    • 2. ไก่ไทยเป็นไก่หนังบาง ส่วนไก่ไซง่อนเป็นไก่หนังหนา หากตีกันโดยมีการพันเดือยหรือสวมนวม ก็ไปเข้าทางของไก่ไซง่อน หากจะตีกับไก่ไซง่อนต้องตีแบบปล่อยเดือยตามธรรมชาติ ไก่ไซง่อนเจอเดือยเข้าก็สู้ไม่ได้ เพราะไก่ไทยไวกว่า แต่ถ้าตีกับไก่พม่าก็ห้ามปล่อยเดือยเพราะไก่พม่าเป็นไก่แม่นเดือย
    • 3. กำหนดเวลาชน เวลาชนของแต่ละยกต้องอยู่ในเวลา 20 นาทีอย่าให้เกินกว่านี้

 

 

สูตรฟิต9วัน(เงี่ยนตี)

การทำตัวและฟิตซ้อม 9 วัน (แบบว่าอยากชน)
การเลี้ยงไก่ชนเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงสุ่มสี่สุมห้าแล้วนำไปชนในสนามได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าของไก่เสียทั้งไก่ เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ก่อนอื่นจะต้องเลือกไก่ชนจากเหล่าสายพันธุ์ที่ดี มีชันเชิง เฉลียวฉลาด อึดทน ปากไว ตีแม่น ลำโต แล้วนำมาทำตัวหรือฟิตซ้อมและบำรุงซุ้มไก่แต่ละซุ้มจะมีขั้นตอนและวิธีการเลี้ยงคล้ายๆกัน จะแตกต่างกันตรงที่การให้อาหารเสริม กับยาบำรุงและน้ำเลี้ยงขั้นตอนการออกกำลังกาย มีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปอันนี้ก็แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน ผมอยากจะแนะนำ สูตรหนึ่งที่เห็นว่าน่าจะได้ผลดี โดย คุณ ภานุพงษ์ ประภาพรพิทักษ์ ได้ลงไว้ที่หนังสือลีลาไก่ชน ชุด2 แม่ไม้ไก่เชิง
หลังจากที่เราได้คัดไก่แล้ว ต้องทำการปล้ำให้ได้ประมาณ 10-15 อัน เพื่อดูแววของไก่และความเฉลียวฉลาดในการตีแล้วนำมาถ่ายพยาธิ เสร็จแล้วทำการฟิตซ้อม
วันที่1 ตอนเช้า
วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ลงลูกประคบ ลงขมิ้น กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่2 ตอนเช้า
วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ลงลูกประคบ ลงขมิ้น กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่3 ตอนเช้า
วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ลงลูกประคบ ลงขมิ้น กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่4 ตอนเช้า
ล่อ โยนเบาะ กราดน้ำ ลงลูกประคบ ลงขมิ้น กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่5 ตอนเช้า
ล่อ โยนเบาะ กราดน้ำ ลงลูกประคบ ลงขมิ้น กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่6 ตอนเช้า
ล่อ โยนเบาะ กราดน้ำ ลงลูกประคบ ลงขมิ้น กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่7 ตอนเช้า
ลงนวม กราดน้ำ ลงลูกประคบ กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่ม โยนเบาะ กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่8 ตอนเช้า
วิ่งสุ่มเบาๆ โยนเบาะน้อยลง ลงลูกประคบ กราดแดด ตอนบ่าย วิ่งสุ่มเบาๆ โยนเบาะน้อยลง กราดน้ำ ปล่อยตาข่าย
วันที่9 ตอนเช้า
กราดน้ำ กราดแดด ปล่อยตาข่าย ตอนบ่าย กราดน้ำ กราดแดด ปล่อยตาข่าย
ทั้งหมดนี้เป็นสูตร 9 วัน
หมายเหตุ แต่ถ้าไก่เป็นไก่เชิงให้ลดจำนวนครั้งในการโยนเบาะน้อยลงหรือครึ่งหนึ่ง( ปกติโยนเบาะรอบละ 100 ครั้ง แบ่งเป็นรอบเช้าและเย็นและลงลูกประคบให้บางๆ เพราะถ้าลงลูกประคบหนาจะทำให้เนื้อตัวตรึง)
ขั้นตอนในการออกกำลังกาย ขอให้ออกกำลังกำลังตั้งแต่เริ่มปล้ำจนถึงวันออกชนเมื่อทำครบตามขั้นตอนนี้แล้วจะทำให้ไก่ชนมีกำลังขากำลังปีกดีมีแรงอยู่ตัวดี
น้ำสำหรับอาบไก่มีดังนี้
1. ไพลประมาณ 5 แว่น 2. ใบตะไคร้หรือต้นตะไคร้ 3 ต้น 3. ใบส้มป่อยประมาณ 1 กำมือ
4. ใบมะกรูด 5 ใบ 5. ขมิ้นอ้อยหรือขมิ้นชัน
นำทั้งหมดมาใส่รวมกันในหม้อแล้วต้มให้เดือดทิ้งไว้พออุ่นๆแล้วค่อยอาบ
ยาบำรุงไก่ชน
1. ปลาช่อนตัวใหญ่ย่างไฟแล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง 1 ตัว 2. กระชายหัวแก่ๆ ประมาณ 2ขีด 3. พริกไทย 20 เม็ด
4. กระเทียมแห้งพอประมาณ 5. บอระเพ็ดแห้ง 1 ขีด 6. หัวแห้วหมู 1 ขีด 7. ยาดำ พอประมาณ
** นำส่วนผสมทั้งหมดผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเท่าข้อนิ้ว ให้กิน 1-2 เม็ด ก่อนนอนทุกวันจนถึงวันออกชน**

ทำอย่างเซียน

กีฬาไก่ชนนับว่าเป็นกีฬาที่ยุ่งยากพอสมควร นับตั้งแต่การเลี้ยงยันออกชน ปัญหามีมากมายร้อยแปดพันประการแล้วแต่จะเจอะเจอ รวมไปถึงการแก้ไขสถานการณ์ในระหว่างชน คนที่ต้องแก้ไขก็คือมือน้ำ
มือน้ำ คือ คนที่ให้น้ำไก่และต้องแก้ไขสถานการณ์ยามคับขัน จะต้องมีประสบการณ์พอสมควร หรืออย่างมากเพื่อจะทำให้ไก่ของตนเองกลับมาเป็นต่อหรือชนะก็ขึ้นอยู่กับมือน้ำ ฉะนั้นคนเลี้ยงไก่ทุกคนย่อมรู้ฝีมือไก่ แต่ไม่รู้จิตใจไก่ แพ้-ชนะมีโอกาสเท่าๆกัน เทคนิคต่างๆมีอะไรบ้าง
การต่อปีก
ไก่เมื่อเข้าชนหรือซ้อมแล้วเกิดปีกหักหรือหลุด จะต้องทำอย่างไรบ้าง
การต่อปีกด้วยด้าย
การต่อด้วยด้ายหรือเชือก จะต้องเอาเข็มร้อยด้าย แล้วเตรียมปีกที่พอดีไปทาบ เอาเข็มแทงใต้ปีกที่จะต่อ แล้วนำมาแทงปีกที่หัก โดยแทงจากด้านล่างขึ้นด้านบน เสร็จแล้วร้อยเข้าเงื่อนตะกรุดเบ็ด และทำให้ได้สองเปลาะ
การต่อด้วยกาว
การต่อด้วยกาวจะง่ายกว่าการต่อด้วยด้าย คือ เอากาวแท่งมาลนไฟจนกาวละลาย แล้วนำกาวมาทาหล้งก้านปีก แล้วเอามาทาบใต้ปีกที่หัก หรือจะนำทั้งสองวิธีมาทำรวมกันก็ได้
ส่วนการต่อปีกที่หักยันโคนปีก ปรากฏว่ายังไม่มีใครเขาต่อกันได้ แต่ก็ทำได้โดยการเอากรรไกรตัดขนปีกให้ชิดเนื้อ เราตรวจสอบดูว่ามีรูหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าไม่มีรูควรมีเหล็กแหลมสำหรับไว้ไขรูขนที่ปีกเพื่อเจาะเอาเยื่อขาวๆออก เมื่อเราหาขนได้แล้วเอามาทาบดูว่าใช้ได้หรือเปล่า แล้วเอาขนปีกมาปาดเป้นปากฉลามแล้วเสียบเข้ารูปีกที่เราแต่งเอาไว้ แล้วตรวจสอบดูว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า เมื่อตรวจสอบดีแล้ว ดึงปีกออกเอากระดาษทรายขัดที่โคนปีก แล้วทาด้วยกาวตราช้างแล้วเสียบเข้ารูปีกอย่างเดิม
ไขหัว
การไขหัวไก่จะทำได้ก็ต่อเมื่อหัวไก่เกิดการพองลม หรือหัวนิ่มมีเลือดคลั่ง การไขหัวควรระวังเพราะถ้าเกิดพลาดจะเกิดอันตรายกับไก่ การไขหัวต้องไขให้ตรงหูพอดี โดยการใช้เข็มแทงตามขวางแล้วใช้มีดกรีด แล้วดึงเข็มออก จากนั้นให้เอาด้ายพันที่ตูดเข็มแล้วแหย่เข้าตรงที่ผ่าเพื่อให้เข็มไปพันกับพังผืด แล้วกระตุกพังผืดให้ขาด ห้ามใช้มีดตัดเด็ดขาด เพราะอาจถูกเส้นตา จะทำให้ตาฝ้ามองไม่เห็น หรืออาจจะตัดถุกเส้นประสาททำให้คอพับเหมือนไก่คอหัก
ถ่างตา
เมื่อไก่โดนตีจนตาปิด ตาที่ปิดจะต้องทำการสอยเปลือกตา จะต้องดูก่อนว่าตาปิดขนาดไหน การสอยหนังตาต้องใช้เข็มเบอร์ 10 ด้ายเบอร์ 30 การแทงเข็มต้องไม่ควรเลยร่องเปลือกตา การแทงเข็มตามร่องเปลือกตาที่อันตรายที่สุด คือ หัวตา เพราะบริเวณหัวตาเป็นบ่อเลือด ถ้าเราแทงเข็มพลาดเลือดจะไหลไม่หยุด
เดือยถอดหรือเดือยโค่น
ไก่ชนที่เดือยถอดหรือเดือยโค่นระหว่างชน มักจะเป็นไก่ตีตัวคู่ต่อสู้ เมื่อพักยกต้องรีบทำการต่อเดือยทันที เราจะใช้เดือยเดิมหรือเดือยสำรอง ต้องเอาสำลีรองที่เดือยแล้วสวมเข้าไปอย่างเดิม แล้วเอาพลาสเตอร์ที่ใช้พันเดือยเจาะรูตรงกลางแล้วสวมไปที่เดือยคาดรอบขาหนึ่งรอบแล้วเอาด้ายเบอร์ 8 เข้าตะกรุดเบ็ดที่เดือยอีกครั้งหนึ่ง แล้วพันที่พลาสเตอร์ที่รัดขาอ้อมมาเข้าตะกรุดเบ็ดอีกครั้งหนึ่ง แล้วเอาพลาสเตอร์คาดทับอีกครั้งหนึ่ง
ไก่ปากบนถอด
จะใช้ปากเดิมหรือปากสำรองก็ได้ ถ้าใช้ปากเดิมต้องเอาสำลีรองก่อน ถ้าใช้ปากสำรองต้องเอาไปลวกน้ำร้อนก่อนปากจะได้นิ่ม เมื่อสวมเข้าไปพอดีแล้ว ให้เข้าตะกรุดเบ็ด ให้ได้ 5 เปลาะ
ไก่ปากล่างถอด
ในกรณีที่ปากล่างถอด อันนี้สำคัญมาก เพราะปากล่างเป็นปากอันตรายมาก ต้องใช้เข็มเบอร์ 10 ด้ายเบอร์ 30 เอาปากเดิมหรือปากสำรองสวมปากเข้าไปแล้วต้องให้ปากงับเข้าหากันสนิท เมื่อปากสนิทกันดีแล้ว ให้เอาเข็มร้อยด้าย ให้ปลายด้ายเสมอกัน แล้วเอาเข็มแทงเข้าไปใต้ลิ้น ระวังอย่าให้โดนกระดูก เมื่อแทงทะลุแล้วให้ดึงด้ายให้เสมอกัน เมื่อด้ายเสมอกันแล้ว ผูกด้ายให้เส้นด้ายทับที่ปากสวม ผูกให้แน่น ทั้งซ้ายและขวา แล้วหักย้อนหลังเหมือนเข้าปากบน แล้วเอาเข้มร้อยด้ายอีกเส้นหนึ่ง แล้วสอยย้อนหลัง แล้วผูกให้แน่นทำทั้ง 2 ข้างเหมือนกัน
ตาบอดระหว่างชน
ไก่ชนไม่ว่าจะตาบอดเพราะโดนเดือยแทง หรืออุบัติเหตุต่างๆ จะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน โดยการผนึกที่ตาบอด หรือเย็บหนังตาติดกัน ต้องถักด้ายที่เย็บหนังตาติดกันให้เป็นลูกโซ่ยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร หรือ 1 ? เซนติเมตร เพื่อให้ไก่เกิดอาการระแวงว่าเป็นคู่ต่อสู้ ไก่จะเลี้ยวหรือหันมาจิกตีฝ่ายตรงข้าม
คอหักหรือแม็คโค
“คอ” นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะในการเข้าชนจะต้องใช้คอหลบหลีกหรือหลอกล่อคู่ต่อสู้ คอจะต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เมื่อไก่คอหักจะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน โดยการใช้เข็มเบอร์ 12 ด้ายเบอร์ 8 เมื่อร้อยด้ายเสร็จ แทงเข็มเข้าที่คอไก่(จะต้องแทงที่หนังไก่เท่านั้น) ตรงบริเวณที่คอหัก ผูกให้แน่นแล้วถักเป็นลูกโซ่ แล้วมาแทงยึดที่ข้างหัวไหล่ ผูกให้แน่น ถ้าหัวเป็นแม็คโคต้องทำทั้ง 2 ข้าง ถ้าไก่คอพับด้านซ้ายก็ต้องยึดด้านขวา ถ้าไก่คอพับด้านขวาก็ต้องยึดด้านซ้าย
ดูลูกหนุ่มหรือลูกถ่าย
บางครั้งเราอาจจะมองไม่ออกว่าเป็นลูกหนุ่มหรือลูกถ่าย บางคนมักดูลูกถ่ายที่เดือยว่าเดือยยาวต้องเป็นลูกถ่าย เรื่องนี้มันเรื่องของเทคนิค ไก่ลูกหนุ่มบางตัวเดือยยาว หรือที่เรียกว่า เดือยส่ง บางตัวลูกถ่ายกลับไม่ค่อยมีเดือย การดูลูกหนุ่มอ่อนต้องดูที่สร้อยคอ คือสร้อยคอจะสั้นหางพัดจะสั้นแข็งจะเป็นเงาไม่แห้ง เล็บจะสั้นนี่คือลักษณะไก่ชนลูกหนุ่มอ่อน
ลูกหนุ่มแซบหรือลูกหนุ่มอายุดี ดูแล้วเหมือนลูกถ่ายใหญ่ คือ สร้อยยาว หางพัดล่างสุดจะสั้น แข้งจะเงาเป็นมัน ปลายเดือยจะมีกระพี้ขาวๆติด ดูลักษณะจะใกล้เคียงกับลูกถ่ายใหญ่
ส่วนลูกถ่ายใหญ่ สร้อยจะยาวเป็นระย้า หางพัดจะยาวผิดปกติ แข้งจะแห้งไม่เป็นเงา เล็บจะยาว สร้อยหลังจะคุมกระปุกหาง เดือยจะไม่มีกระพี้ขาวติด นี่คือลักษณะของไก่ลูกถ่ายใหญ่
ไก่ชนถ่ายใหญ่แต่งให้เป็นลูกหนุ่ม มีขั้นตอนดังนี้
ตัดเดือยให้สั้น แล้วแต่งเดือยให้เหมือนลูกหนุ่ม เอาผ้าที่เป็นขนนิ่มๆ พันแข้งทั้ง 2 ข้าง เอาภาชนะหรือกะละมังใส่น้ำให้สูงพอดีกับแข้งไก่ เอาน้ำกลั่นเทลงไป 2 ขวด ถ้าไม่มีน้ำกลั่นใช้น้ำปูนขาวผสมก็ได้ แล้วนำไก่ลงไปเดินลุยน้ำ เอาสุ่มครอบไว้ไม่ให้ไก่ออก ให้ไก่เดินลุยน้ำอยู่ประมาณครึ่งวัน แล้วเอาไก่ออกมาแก้ผ้าออก แล้วเอาผ้าหมาดๆบิดให้เกล้ดหลุดออก เมื่อเกล็ดหลุดออกหมดแล้วให้เอาจาระบีทาแข้งไว้ 1 วัน แล้วค่อยเอายาสระผมล้างออก เอาจาระบีทาเคลือบบางๆไว้อีกครั้งหนึ่ง (ห้ามเอาจาระบีทาแข้งนำไปบ่อนเด็ดขาด เพาะเป็นสิ่งต้องห้ามของบ่อน )วันที่จะนำไก่ไปสนามไก่ต้องเอาแชมพูสระผมล้างแข้งให้สะอาด


ไก่ไม่ได้นอนพักทำอย่างไร
บางครั้งเรานำไก่ไปชนแล้วถูกไก่คู่ต่อสู้ตีจน หัวบวม ตาปิด มือน้ำต้องไขหัวถ่างตา ไหนจะต้องเข้าปากอีก ซึ่งกว่าจะทำทั้งหมดเสร็จก็ใช้เวลาไปมาก จนบางครั้งเวลาที่ทางสนามกำหนดก็หมดลง ทำให้ไก่เราไม่ได้นอนพักเลย วิธีที่จะทำให้ไก่ได้พักถึงจะเป็นเวลาไม่กี่นาทีก็ยังดีกว่าไก่ไม่ได้พักเลย ซึ่งในกรณีเช่นนี้พวกมือน้ำก็จะหาทางทำให้เดือยไก่ทะลุ หรือทำให้เดือยปลิ้นโผล่ออกมา เมื่อนำไก่เข้าไปในสนามก็จะต้องมีการพันเดือยกันใหม่ ก็จะใช้เวลานี้ให้ไก่ได้พักเอาแรงเสียหน่อย ก็ยังดีกว่าไก่ไม่ได้พักเลย
การใช้ยาโด๊ปที่ถูกต้อง
ถ้าเป็นไก่ใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ยาโด๊ปเลย อยู่ๆนำไปชนและให้ยาก่อนชน 1 เม็ดหรือยาบางตัวเป็นยาที่แรงไก่ที่ไม่เคยชินกับการให้ยาเลยอาจจะทำให้ไก่ช๊อตได้และไม่ยอมตีไก่เลยก็มี เพราะยาโด๊ปมีผลต่อระบบภายในไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การทำงานของตับ ดังนั้นนักเลี้ยงไก่ชนมืออาชีพจึงมีการนำยาโด๊ปมาละลายให้เจือจางลงแล้วนำมาใช้ในช่วงที่ปล้ำและช่วงที่เลี้ยงก่อนชน เพื่อให้ไก่ได้เกิดความคุ้นเคยกับยาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องชนจริงไก่จะได้ไม่ช็อกยา เพราะได้คุ้นเคยกับยาตัวนี้แล้วนั้นเอง
ลักษณะของไก่ตัวเก่ง
ถ้าหากเราไปหาซื้อไก่ชนซักตัวแต่ไม่มีโอกาสได้ปล้ำซ้อมดู เทคนิคและการเลือกซื้อไก่มีดังนี้
1. ไก่ตัวไหนที่ไม่หากินร่วมฝูงให้เลือกเอาไว้ก่อน ไก่พวกนี้จะมีปฏิภาณแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้
2. จับตัวดูโครงสร้าง ตัวเป็น 2 ท่อน หัวบานท้ายบานจะเป็นไก่ที่จับแล้วได้เปรียบ อกใหญ่ ปั้นขาใหญ่ จะแสดงถึงความแข็งทรหดอดทน กระดูกปล้องคอใหญ่ชิด และจับดูตะเกียบต้องแข็งและชิดยิ่งชิดมากเท่าไรยิ่งดี ถ้าตะเกียบชิดจะเป็นไก่เร็ว
3. เลือกดูแข้งกลมเล็กจะเป็นไก่ตีเจ็บ เกล็ดหน้าใหญ่ เกล็ดด้านข้างเรียงเป็นระเบียบ ท้องแข้งด้านหลังต้องเต็ม จับไก่ยกดูไก่ต้องเหยียดขาทั้ง 2 ข้าง
4. ดวงตากลมวาวเห็นเส้นเลือดตาชัดเจน สีตาสีเดียวกับขนหรือตาปลาหมอตาย ยิ่งเป็นไก่ตาคว่ำยิ่งดีใหญ่ เพราะไก่ตาคว่ำพวกนี้จะดุ และ หัวใจเกินร้อย ส่วนสีไก่สมัยนี้ไม่ต้องสนใจเท่าไร แต่ถ้าเป็นสีที่ตรงตามสายพันธุ์ก็ดีเพราะจะมีความสวย
หมายเหตุ ถ้าซื้อไก่ให้ดีที่สุดควรปล้ำดู ถ้าปล้ำได้ แล้วค่อยพิจารณาส่วนอื่นทีหลัง
ถ่างตาไก่ในสังเวียน
บางครั้งเรานำไก่ไปตี แต่ไก่เราเป็นฝ่ายที่ถูกตีมากกว่า ของเรานานๆจะได้ตีสักครั้งแต่ตีได้แบบเนื้อๆ แต่ราคากลับมาเล่นที่ไก่เรา คือเอาไก่เราเป็นต่อ ซึ่งจะเล่นก็เล่นได้แต่ต้องต่อแพง ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จำเป็นที่จะต้องหาทางแก้เกมกัน ดังนั้นมือน้ำจึงจำเป็นที่จะต้องไปถ่างตาไก่ในสังเวียน ซึ่งในกรณีที่ต้องถ่างตาในสังเวียนเพราะไก่เราเป็นต่อ เล่นไปก็ไม่ได้มาก เมื่อหมดอันมือน้ำก็จะทำบาดแผลตามปกติ ไขหัวหรือถ่างตา รมควัน แต่การถ่างตานั้นจะไม่ถ่างตาให้เสร็จ จะเหลือเอาไว้สักเข็ม หรือสองเข็ม เมื่อกรรมการเรียกเข้าสังเวียนมือน้ำก็จะมาทำการถ่างตาต่อในสังเวียน เพื่อให้ดูว่าไก่เราถ่างตาไม่ทัน ไม่เสร็จ หรือทำตาไม่เรียบร้อย ก็เพื่อทำให้ราคาฝ่ายตรงข้ามตีตื้นขึ้นมานั้นเอง แล้วเราก็จะได้เล่นไก่เราในราคาที่ต่อไม่แพง
เล่นไก่ให้ได้เงิน
1. อ่านชื่อซุ้ม ซุ้มใหญ่เรื่องการฟิตซ้อม การบำรุงย่อมได้เปรียบซุ้มเล็ก เป็นเรื่องธรรมดา
2. มือน้ำ ทีมงาน มือน้ำจะมีส่วนสำคัญก็ตรงที่บาดแผลเท่ากัน ใครจะประคับประคองไก่ได้ดีกว่ากัน มีมือน้ำที่ดีกว่า เก่งกว่าย่อมได้เปรียบ
3. ประวัติไก่ ถ้ารู้เรื่องประวัติไก่จะดีมาก ว่าสถิติเป็นอย่างไร ชนะมากี่เที่ยวแล้ว อย่างน้อยที่สุดเรากล้าตัดสินใจในขณะที่คนอื่นเขาไม่รู้
4. การได้เปรียบ เสียเปรียบของไก่ ต้องดูให้ดีบางทีไก่เสียเปรียบแต่ได้เชิงตีก็อาจชนะได้
การเปรียบไก่ให้ได้เชิงตี
การเปรียบไก่ในปัจจุบันมีหลายคนมองข้ามเรื่องความสำคัญ เช่น ชอบเอาไก่ไปให้คนอื่นเปรียบ บางคนไม่รู้นิสัยไก่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไก่ตัวนี้เชิงชนเป็นอย่างไร หรือบางครั้งเอาไก่ไปให้มือน้ำที่ไม่รู้นิสัยไก่ไปให้น้ำ หรือไม่ยอมให้คนเลี้ยงหรือคนให้น้ำไปมีส่วนร่วมขณะเปรียบชน ซึ่งจะมีผลทางจิตวิทยา เพราะไก่จะคุ้นเคยกับมือน้ำและคนที่เลี้ยงมันมากกว่า ซึ่งก็เคยมีกรณีหนึ่งไก่ตีกันตัวหนึ่งเป็นม้าล่ออีกตัวหนึ่งเป็นไก่ไม่ใช่เชิงม้าล่อ ตัวที่ไม่ใช่เชิงม้าล่อวิ่งเข้าไปเป็นโดน จนอันที่สองมือน้ำก้ลองใช้วิธีผิวปากเรียกไก่ที่เคยเลี้ยงอยู่ปรากฎว่าไก่หยุดวิ่งตาม และตัวที่เป็นม้าล่อกลับเป็นฝ่ายที่เดินเข้ามาหาและเป็นฝ่ายกลับมาแพ้ในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มือน้ำหลายคนเคยใช้มาแล้ว สรุปก็คือไก่มันคุ้นเคยกับคนเลี้ยง เคยผิวปากเรียกมันทุกวัน นี่ก็เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่คนเลี้ยงนำมาใช้กับไก่นั้นเอง
ส่วนการเปรียบไก่ให้ได้เชิงตี หรือการอ่านเชิงคู่ต่อสู้ ต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกตพอสมควร ถ้าเป็นไก่เราเองรู้อยู่แล้วว่าไก่เราชอบตีเชิงไหน ดังนั้นการเปรียบคู่ชนก็ต้องอ่านเชิงชนคู่ต่อสู้ให้ออก ซึ่งบางครั้งพิจารณาจากบาดแผลเก่าก็ได้ ไก่บางตัวถ้าไม่มีขนที่หน้าคอ หน้าคอมีผิวหนังหนาให้สันฐานเอาไว้ก่อนเลยว่าเป็นไก่ตั้งไม่ลงแน่นอนเป็นไก่ที่เปิดหน้าคาง หรือว่าบางตัวหน้าเลี่ยมขนหัวไม่ยับ ขนอุยที่หน้าไม่หลุด ให้สันฐานว่า ไก่ตัวนี้ต้องเป็นไก่ชนหัวสูง ปากเร็ว ตีนไว จนไก่อื่นเข้าไม่ติด สรุปก็คือ เป็นไก่เก่งนั้นเอง หรือเจอประเภทหัวโล้นแต่ผิวหนังบางเรียบใส ให้สันฐานเอาไว้เลยว่าเป็นไก่เชิงประเภทไม่เคยเจ็บตัว หรืออีกกรณีหนึ่งอาจจะเป็นไก่ตั้งชนสองคอแต่เจ้าของไก่ถอนขนหัวออก ถ้าเจอไก่หัวโล้นประเภทหนังหัวหนา ผิวมีสีแดงๆขาวๆไก่ตัวนี้ต้องเป็นไก่ลง ดังนั้นในการเปรียบไก่ตีนั้นความได้เปรียบเรื่องโตอย่างเดียวแต่ไม่ได้เชิงตีก็เป็นฝ่ายแพ้ได้ ถ้าไก่เราเสียเปรียบ(อย่าให้มากเกินไป)แต่อ่านแล้วไก่เราได้เชิงตีก็ตีกันได้
การนำไก่ไปชนไกลๆ
การนำไก่ไปชนไกลๆ บางครั้งอาจเดินทางไกลถึง 200-300 กิโลก็มี ซึ่งในการเดินทางไปไกลๆนิยมนำไก่ใส่กล่อง ซึ่งอาจจะนึกไม่ถึงว่าการเอากล่องไก่วางยาวไปตามตัวรถ ถ้าวันนั้นได้คู่ชนละก็รับรองไก่ตีผิดฟอร์มแน่นอน
ในการวางกล่องใส่ไก่นั้นวิธีที่ดีควรจะวางกล่องไก่ไปตามขวางกับตัวรถ ไก่จะได้ไม่โยกหน้า โยกหลังเวลาที่รถเบรค และก่อนที่จะนำไก่ใส่กล่องควรหยด ไวตามิโนให้ไก่กินสัก 4-5 หยด ไม่ควรให้ข้าวเปลือกก่อนเดินทาง แล้วในการเดินทางเอาไก่อยู่ในรถไม่ควรให้ถูกแอร์โดยตรงไม่ว่าจะอุ้มหรืออยู่ในกล่อง ควรจะหาผ้าหรือมุ้งคุมหรือปิดให้ดี ในการที่ต้องเดินทางเกิน 1 ชั่วโมงนั้น ทุก1 ชั่วโมงควรจอดรถเพื่อให้ไก่ได้พัก เดินยืดเส้นยืดสายและกระพือปีกบ้าง พักสัก 10-15 นาที จากนั้นค่อยออกเดินทางต่อ เมื่อถึงสนามชนแล้วเอาไก่มาหยอนคอเพื่อเอาเสลดออก นำไก่เข้าสุ่มรอการเปรียบต่อไป
หมายเหตุ*** ไวตามินโนเป็นสารอาหารที่ไก่ชนสามารถดูดซึมไปใช้ได้ในทันทีไม่ต้องผ่านกระเพาะย่อย ไก่จะไม่เมาไม่อาเจียร ไวตามินโน 4-5 หยดเท่ากับข้าวประมาณ ? กระเพาะ และที่ไม่ให้ไก่กินข้าวเปลือกตอนเดินทางก็เพราะว่าเป็นอาหารที่ย่อยอยาก ถ้าไก่เกิดแพ้อากาศและป่วยขึ้น จะล้างท้องออกลำบาก
ทำไมต้องแบผ้ากราดน้ำ
ความเชื่อเรื่องเคล็ดในการชนไก่มีอยู่มาก บางคนเชื่อบางคนก็ไม่เชื่อ และแต่ละคนต่างก็มีเคล็ดลับที่ไม่เหมือนกันแล้วแต่ใครจะได้รับถ่ายทอดมาเช่นใด เช่น ตอนปล่อยไก่บางคนมีการร่ายคาถาก่อน มือน้ำบางคนก็ยกไก่ขึ้นเหนือคู่ต่อสู้แล้วจึงปล่อย แต่ถ้าสังเกตดูที่มือน้ำทำเหมือนกันก็คือ ก่อนที่จะปล่อยไก่มือน้ำจะคลี่ผ้าออกแล้วสบัดผ้าวนข้ามหัวไก่ จากนั้นก็จะนำผ้าไปพาดที่ท่อนแขนซ้ายก่อนจะปล่อยไก่ ที่มือน้ำทำนั้นก็เพื่อกระตุ้นไก่ให้เกิดความตื่นตัวและที่คลี่ผ้าออกก็เพราะมีความเชื่อว่าถ้าไม่คลี่ผ้ากราดน้ำออกไก่จะไม่ตี ดังคำที่ผู้เฒ่า ผู้แก่พูดว่า เวลาปล่อยไก่อย่าพับผ้า เดี๋ยวไก่จะไม่ยอมตี หรือถ้าพับผ้ากราดน้ำเอาไว้ก็ถือว่าจะเป็นการ มัดแข้ง มัดขา มัดปีกไก่เอาไว้นั้นเอง และขณะที่ไก่ตีกันอยู่มือน็ก็จะมีการสบัดผ้าเพื่อกระตุ้นให้ไก่ตีคู่ต่อสู้มากขึ้น เมื่อสบัดผ้ามากจนผ้าเริ่มแห้ง มือน้ำก็จะนำน้ำมารดที่ผ้าเพื่อไม่ให้ผ้าแห้ง ที่ไม่ให้ผ้าแห้งก็เพราะความเชื่อที่ว่า ไก่จะได้มีความคึกสดชื่นอยู่ตลอดเวลา
การเย็บเยื่อตาไม่ให้เลือดไหล
ไก่ที่โดนตีตาปิดนั้นลักษณะโดยทั่วไปจะถูกตีจนหนังตาปิดจนไม่สามารถลืมตาได้ อาการแบบนี้มือน้ำส่วนใหญ่จะถ่างตาโดยใช้ด้ายกับเข็ม ใช้เข็มแทงเข้าที่ขอบตาแล้วร้อยเชือกผูกเข้าไปมัดหนังตาเข้าที่ขอบตา แค่นี้ไก่ก็สามารถมองเห็นคู่ต่อสู้ได้ แต่ถ้ากรณีที่ไก่ถูกตีเส้นตาจนเยื่อตา(สีขาว)มาปิดจะทำแบบกรณีแรกไม่ได้เด็ดขาด การถ่างตาที่ถูกตีลักษณะนี้ต้องใช้เข็มเบอร์เล็กที่สุดห้ามใช้ปลายเข็มแทงอย่างเด็ดขาด การทำต้องใช้ก้นเข็มแทงโดยใช้หัวนิ้วโป้งกดที่หัวตาไก่ พยายามจับปลิ้นเยื่อตาออกมาให้ได้ เมื่อเยื่อตาออกจากตาแล้วก็ใช้ก้นเข็มที่ร้อยด้ายเอาไว้แล้วแทงเข้าไปที่เยื่อตาเมื่อแทงทะลุแล้ว ก็กลับมาใช้ปลายเข็มแทงเข้าที่หนังตาของไก่แล้วก็ผูกเข้าด้วยกัน การที่ต้องใช้ก้นเข็มแทงเข้าไปแทนนั้นเพราะไม่มีความคม ถ้าใช้ปลายเข็มแทงเลือดจากเยื่อตาจะออก การทำแบบนี้ได้นั้นมือน้ำต้องมีความชำนาญอย่างมากและคนที่ช่วยจับไก่ต้องไม่ให้ไก่ดิ้นเป็นอันขาด
รองขนไก่เมื่อพันเดือย
ก่อนที่จะปล่อยไก่ชนกัน กรรมการจะพันเดือยไก่ทั้งคู่ส่วนใหญ่แล้วมาตรฐานจะอยู่ที่ ทบ 3 พัน 3 รอบ แต่ถ้าไก่มีความยาวของเดือยที่ไม่เท่ากัน ก็แล้วแต่เจ้าของไก่จะตกลงกันว่าใครจะพันเท่าไร และการพันเดือยมือน้ำจะเป็นคนจับไก่แล้วจะวางขนไก่ที่เตรียมมารองเอาไว้ที่แข้ง เมื่อกรรมการพันเดือยเสร็จมือน้ำจะดึงขนไก่ออก ก็เป็นอันเสร็จ
แต่ถ้าจะให้ดีมือน้ำต้องเตรียมขนไก่ที่ก้านขนใหญ่มาเพื่อเอาไว้รอง ยิ่งเป็นขนเป็ดเทศด้วยยิ่งดี เพราะก้านขนเป็ดเทศจะใหญ่กว่าขนเป็ดทั่วไป เมื่อกรรมการพันเดือยเสร็จก่อนที่จะดึงออก มือน้ำจะมีการโยกก้านขนเพื่อให้เทปที่พันเดือยหลวม ถ้ามีโอกาสอาจจะมีการหมุนก้านขนรอบแข้งเลยก็ได้ ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เทปมีความหลวม และโอกาสที่เทปจะปลิ้นออกจากเดือยมีโอกาสเป็นไปได้สูง ยิ่งไก่ตัวนั้นเป็นไก่ที่ใช้เดือยด้วยแล้วยิ่งดีใหญ่เพราะจะทำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้
เมื่อไก่เป็นตาลแห้ง
โรคตาลแห้ง อาจเกิดจากที่นำไก่ไปชนมาแล้วอกแห้งก็ใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน ไก่เมื่อเป็นโรคนี้จะมีอาการผอมแห้งลงเรื่อยๆและจะตายในที่สุด ถึงแม้จะกินอาหารได้ก็ตาม แต่นักเลี้ยงไก่ชนก็มีวิธีรักษาให้หายได้ โดยขั้นแรกต้องนำไก่มาถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้วปล่อยให้ไก่อยู่ในที่โล่งแล้วให้กินอาหารเม็ดไก่ชน และให้พวกข้าวสุกคลุกน้ำแกงเหลือๆยิ่งดี และที่สำคัญจะต้องหาพวกไส้เดือน ตัวด้วงอ่อนหรือตัวจิ้งโกร่งให้กิน เช้า-เย็น ครั้งละ 2 ตัวทุกวัน รับรองไก่หายจากโรคตาลแห้งได้แน่นอน
การตัดหงอนตัดเหนียง
เหนียงไก่ไม่ได้ถือว่าผิดปกติ ไก่มีตุ้มหรือเหนียงก็สามารถที่จะตีได้อย่างปกติ แต่การที่มีตุ้มหรือเหนียงจะทำให้เสียเปรียบคู่ต่อสู้ เพราะคู่ต่อสู้จะจิกตุ้มและเหนียงตีได้ง่าย ดังนั้นเซียนไก่มักจะตัดออก หรือตัดเพื่อไม่ให้จำไก่ตัวนั้นได้ก็มีที่เรียกว่า เปลี่ยนแปลงโฉมใหม่กันไปเลย ซึ่งการตัดออกก็มีวิธีที่ง่ายๆดังนี้ ให้ผู้ช่วยเตรียมมีดหรือกรรไกรที่มีความคมตัดทีเดียวให้ขาดแผลจะได้ไม่ช้ำ การตัดเหนียงควรใช้กรรไกรที่คมตัดจะดีกว่าการใช้มีด ให้ดึงเหนียงออกมาแล้วกะดูว่าเมื่อตัดแล้วจะไม่เหลือเหนียงอีก ใช้กรรไกรตัดออก จากนั้นก็ใส่ยาแดงหรือ เบนตาดีน แล้วให้ยาแก้อักเสบ เช้า-เย็น ประมาณ 5 วันแผลก็จะหาย สำหรับการตัดหงอนให้ผู้ช่วยจับไก่ ให้เอาหงอนไก่วางพาดกับกระดาน แล้วใช้มีดคมๆ กรีดที่ใบหงอนตัดตามที่ต้องการ เสร็จแล้วใส่ยารักษาแผลสด แล้วกินยาแก้อักเสบเหมือนกันกับการตัดเหนียงไก่
หมายเหตุ*** การตัดเหนียงไก่ควรตัดเมื่อไก่มีอายุ 6-7 เดือนขึ้นไป เพราะการเจริญเติบโตเริ่มหยุดอยู่กับที่แล้ว
การแก้ไขเมื่อไก่หอบจัด
เมื่อนำไก่เข้าชนหลังจากหมดอันไก่มีอาการหอบจัด ต้องรีบแก้ไขให้ไก่หายหอบก่อน ไม่ว่าไก่จะบาดเจ็บ หูฉีก ตาบอด หัวทะลุ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีอาการหอบต้องทำให้หายก่อน
ส่วนการทำให้หายหอบนั้น ให้นำไก่มาเช็ดหน้าเช็ดตาให้เกลี้ยง แล้วยอนคอเอาเสลดออกให้หมดอย่าพึ่งเอาน้ำให้กิน หลังจากนั้นเอาผ้าชุบน้ำพอหมาดๆเช็ดตามเนื้อตัวไก่ไม่ต้องให้เปียกขน เช็ดตามใต้ปีก 2 ข้าง ใต้ท้อง กระปุกน้ำมัน เมื่อตัวไก่เริ่มคลายความร้อน ต้องรีบใช้ผ้ากุมหัวแล้วจับนอน เอาเท้าไก่ทั้งสองข้างแช่ลงแช่ลงในขันที่ใส่น้ำเย็นไว้ระหว่างนอน อย่าเอาไก่นอนใกล้ตัวเราเกินไปควรอยู่ระหว่างหัวเข่าอากาศจะได้ถ่ายเทได้สะดวก ให้ไก่นอนพักอย่างเต็มที่ประมาณ 3-5 นาที เมื่อหายหอบแล้วจึงค่อยแก้ไขบาดแผลอื่นๆต่อไป
หมายเหตุ*** ไม่ควรเช็ดน้ำจนตัวเปียกเพื่อจะให้ไก่หายหอบและไม่ควรเอาน้ำให้กินเพราะไก่อาสช๊อคได้ ไก่หอบเพราะร้อนและถ้ามาเจอน้ำเย็นอาจเป็นตะคริว ไก่ตัวเปียกมันจะนอนพักผ่อนไม่ได้เต็มที่ ที่สำคัญต้องให้หายหอบแล้วจริงๆถึงค่อยทำขั้นตอนอื่นๆ
พลาสเตอร์พันก้อยอันตราย
ก่อนที่จะนำไก่เข้าสังเวียนมือน้ำก็จะดูแลการพันก้อยด้วยพลาสเตอร์ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันเล็บหักแล้วค่อยทำการกราดน้ำเพื่อนำเข้าชนในสังเวียน
กรณีปกติจะใช้พลาสเตอร์กาวธรรมดาพันกัน แต่ที่ไม่ปกติคือใช้พลาสเตอร์ยา(เทนโซพลาส)นำมาพันก้อย และมันก็มีอันตรายตรงที่เขาจะนำพลาสเตอร์มาชุบหรืออาบน้ำยาที่เขาเตรียมมาแล้วจึงนำมาพันก้อย เมื่อเข้าสังเวียนกรรมการจะล้างขาไก่ เมื่อพลาสเตอร์เปียกน้ำทำให้น้ำยาที่อาบเอาไว้จะค่อยๆซึมออกมาโดนแผลไก่ของเรา ทำให้ปวดแสบปวดร้อนจนไม่ยอมตีไก่หรือถึงขั้นแพ้ไปเลย
หมายเหตุ*** ให้สังเกตกรณีที่ใช้พลาสเตอร์ยา พวกนี้จะนิยมเย็บพลาสเตอร์ให้แน่นเพื่อป้องกันพลาสเตอร์หลุดเวลาเปียกน้ำ
ไก่แพ้ทำพ่อพันธุ์ได้ไหม
ถ้าไก่ตัวที่แพ้เราดูแล้วมีคุณสมบัติที่ต้องการ ก็สามารถนำมาเป็นพ่อพันธุ์ได้ คนรุ่นเก่ามีความเชื่อกันว่า ไก่ที่แพ้นำมาทำพ่อพันธุ์นั้นมันจะให้คุณ ให้ลูกเก่ง เพราะเราได้ช่วยชีวิตมันไม่ให้ถูกนำไปฆ่ามัน ซึ้งบางซุ้มเขาจะไม่เอาไก่ที่แพ้ บางซุ้มก็นำไปฆ่ากิน ถ้าไก่แพ้แล้วมีคุณสมบัติที่ต้องการก็สามารถนำมาทำพ่อพันธุ์ได้ พิจารณาจากความเป็นนักสู้ของไก่ตัวนั้น หัวจิตหัวใจดีไหม ต้องเป็นไก่ประเภทโดนเป็นต้องเอาคืน ตีแม่น มีลำโต แล้วค่อยพิจารณารอยและขนาดต่อไป
ไก่ถ่ายขนทำอย่างไรให้ขนเต็มเร็ว
ไก่ชนเมื่อถึงฤดูผลัดขนธรรมชาติก็จะสร้างขนใหม่ขึ้นเพื่อมาทดแทนขนเก่า และขนเก่าก็จะค่อยๆทยอยกันหลุดไล่มาตั้งแต่ตามตัว ขนปีกและขนหาง ซึ่งกว่าขนเก่าจะหลุดหมดตามธรรมชาติก็ประมาณ 2-3 เดือน
นักเลี้ยงไก่ชนสมัยนี้เขาใช้วิธีถอนขนเก่าออกแทนที่จะรอให้ขนหลุดเอง ถ้ามีปีกเคลื่อนถึง 3 เปราะเมื่อไรก็ดึงออกรวมถึงขนลำตัว และขนหางด้วย ซึ่งการถอนก็ไม่ใช่ถอนทีเดียวหมดทั้งตัว จะค่อยๆถอนตามตัวที่ดึงได้ง่ายออกก่อนแล้วส่วนเส้นใหนที่ยังแน่นมากๆยังไม่ต้องถอนคอยเวลาอีกนิดพอขนใหม่ขึ้นมา ขนเก่าที่เคยแน่นก็จะเริ่มหลุดค่อยถอนใหม่ทำเช่นนี้สลับกันไป สำหรับขนปีกและขนที่หางก็ทำเช่นเดียวกันแล้วค่อยพ่นน้ำหรือใช้น้ำราดก็ได้เพียงเดือนเศษไก่ก็จะมีขนที่สวยงามและรวดเร็ว ในช่วงที่ถอนขนควรพ่นน้ำทุกวันและให้แคลเซียมเม็ดเสริมอย่างต่ำ 2 วันเม็ดและให้อาหารจำพวกถั่วจะทำให้ขนขึ้นเร็วสวยงาม
เมื่อไก่ไม่ชอบวิ่งสุ่ม
ไก่แต่ละตัวกว่าที่จะเลี้ยงออกชนได้นั้นต้องใช้เวลานานทีเดียว กว่าจะปล้ำได้ที่ต้องกราดน้ำกราดแดดทุกวัน ไหนจะต้องออกกำลังกายแถมยังอาหารบำรุงต้องดีอีกด้วย และในการออกกำลังกายให้กับไก่นั้นไม่ใช่จะออกให้มันได้เหมือนๆกันทุกตัว แต่ละตัวก็มีความชอบที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นนักเลี้ยงไก่ชนก็มีวิธีหลอกล่อให้ไก่ได้ออกกำลังกัน เมื่อไก่ไม่วิ่งสุ่มเขาก็จะนำไก่ในมาพันนวมหนาแล้วปล่อยให้ไก่ทั้งสองตัว บินสาดแข้งสัก 2-3 ครั้งแล้วเอาไก่ในกลับเข้าสุ่มตามเดิมเท่านี้แหล่ะเจ้าตัวที่อยู่ข้างนอกก็จะวิ่งทีเดียว หรือจะนำไก่ตัวเมียมาเป็นไก่ในก็ได้ เจ้าตัวผู้เห็นก็จะวิ่งตับแลบเช่นกัน หรือไม่เช่นนั้นก็นำอาหารมาหย่อนให้ไก่ตัวในกิน เจ้าตัวนอกไม่ได้กินก็โมโหวิ่งแหลกเหมือนกัน ไก่ตัวไหนที่ขี้เกียจวิ่งสุ่มก็ลองใช้วิธีนี้ดู
ขี้ไก่ม้วนเทียน
การเล่นอะไรก็ตามที่มีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็มักจะมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงตามมาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะพนันอะไรก็ตาม แม้แต่วัวชนทางใต้ บางคนนำน้ำมันเสือมาทาตัววัวทุกวันแล้วนำวัวตัวนั้นไปชน วัวตัวที่ไม่เคยชินกับกลิ่นนี้นึกว่าเป็นเสือจริงๆก็กลัววิ่งหนีไป ซึ่งก็คล้ายกับไก่ชนที่บางคนนิยมนำน้ำมันเสือ เยี่ยวเสือปลา เยี่ยวหมาไน และอีกสารพัดรูปแบบมาทาที่ใต้ปีกไก่ทุกวัน แล้วนำไก่ตัวนั้นไปชนเมื่อคู่ต่อสู้เป็นไก่ที่มัดปีกด้วยแล้วมุดไปมุดมา ไก่มันได้กลิ่นพวกนี้ก็จะวิ่งหนีทันที แต่บรรดานักเลี้ยงไก่ชนก็ต้องหาวิธีแก้เกมส์ และก็เป็นวิธีง่ายๆไม่ยุ่งยาก ก่อนที่จะนำไก่เข้าสังเวียน เขาจะนำขี้ไก่ม้วนเทียน(ขี้ไก่ที่เป็นสีน้ำตาลเหลว ภาษาอีสานเรียกว่าขี้ไก่โป่) นำมาทาบริเวณจมูกไก่ เมื่อไก่เข้าปีกก็จะไม่ได้กลิ่นที่คู่ต่อสู้ทามา หรือแม้แต่ทางใต้ก็นิยมนำมาทาจมูกวัวชนเพื่อป้องกันกลิ่นสาปเสือจากคู่ต่อสู้เช่นเดียวกัน

การดูบาดแผล-การแก้ไข

การดูบาดแผลและการแก้ไข

การดูบาดแผลของไก่สามารถดูจากจุดใหญ่ของส่วนมากที่ไก่ตีกัน จะมีดังนี้
แผลตีตัว จะเป็นแผลที่เจ็บลึกจะสังเกตได้ บริเวณผิวหนังที่ถูกตี ส่วนมากไก่ที่ถูกตีจะแสดงอาการออกให้เห็นชัดเจน คือ ล้ม ชัก ยุบ ขนพอง ไม่เคลื่อนไหวตัว เดินแสดงอาการเจ็บปวด การตีตัวตีได้หลายที่ เช่น

  • ตีหน้าอก หรือที่เรียกว่าตีสามเหลี่ยม
  • เข้าปีกตีข้างลำตัว
  • จับหัวตีแผ่นหลัง
  • แบกเข่าจิกสันหลังตีผ่าก้น

แผลที่กล่าวมานี้เป็นอันตราย เพราะเป็นแผลที่เจ็บปวด กล้ามเนื้อด้านใน ถ้าโดนตีข้างลำตัว ตีแผ่นหลัง จะทำให้ไก่ที่โดนตีตัวแสดงให้เห็น โดยการเคลื่อนตัวยาก ลำบาก
วิธีแก้

– ใช้น้ำอุ่นประคบ บริเวณที่โดนตี จะคลายความเจ็บปวดลงได้
– ใช้ใบพลูสดพันผ้า ใช้น้ำลาดลงกระเบื้องที่กำลังร้อนประคบ ใช้ฝ่ามือคลึงเบาๆ
– ใช้เครื่องรมให้ความอบอุ่นบริเวณลำตัว เพื่อไม่ให้ไก่ตัวเย็น
แผลโดนตีดุมปีก เป็นแผลเจ็บลึกเหมือนแผลตีตัว จะแสดงอาการปีกตก ดุมปีกจะเป็นผื่น แดงช้ำ บินไม่ถนัด ถ้าโดนมากๆ จะบินขึ้นตีคู่ต่อสู้ไม่ได้
วิธีแก้

ใช้น้ำอุ่นประคบที่บริเวณโคนปีก ใช้ใบพลูสดพันผ้า ใช้น้ำลาดกระเบื้องที่กำลังร้อนประคบให้อุ่นๆ ใช้ฝ่ามือคลึงเบาๆ อาการเจ็บปวดจะลดลงได้
ไก่โดนตีหน้าคอ จะมีอาการคอหด มีอาการบวมใหญ่เหมือนไส้กอก จะชูคอสู้กับคู่ต่อสู้ยาก
วิธีแก้

แก้โดยเอาผ้ากราดน้ำใช้พันด้วยใบพลู ใช้น้ำลาดกระเบื้องที่กำลังร้อนประคบ แล้วนวดคลึงเบาๆ ใช้มืออีกด้านหนึ่งจับคอยกดยึดให้ตรง แล้วนวดบริเวณหน้าคอ จะบรรเทาอาการเจ็บปวดได้
ไก่โดนตีสันคอ จะมีอาการ คอโก่ง ยกคอไม่ขึ้น
วิธีแก้

ใช้น้ำอุ่นประคบ นวดบริเวณสันคอ หลายๆครั้งด้วยกระเบื้องพออุ่นๆ อย่าให้ร้อนเพราะจะทำให้ผิวไก่ไหม้ ใช้มืออีกด้านหนึ่ง ชูคอไก่ขึ้น ใช้ใบพลูลาดกระเบื้องพออุ่นๆ นวดเบาๆ จะทำให้ชูคอสู้คู่ต่อสู้ได้อีก
ไก่โดนตีบ้องหู แผลนี้ไก่จะแสดงอาการเจ็บปวด เพราะหูกับท้ายทอยอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน บางครั้งไก่จะออกปากร้องเพราะเจ็บปวดมาก จะทำให้หูและท้ายทอย บวม ตรึง คอเอียงไปทางด้านใด ด้านหนึ่ง จะทำให้ไก่เสียหลัก เสียศูนย์ เข้าเชิงชนไม่ถูก จึงเป็นโอกาสให้คู่ต่อสู้ตี ซึ่งจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้
วิธีแก้

ใช้ผ้ากราดน้ำชุบน้ำอุ่นนวด คลึง บริเวณหู ท้ายทอย หลายๆครั้ง แล้วปล่อยให้ไก่ยืนหรือเดิน เพื่อดูอาการว่าปกติหรือไม่ หากไก่ปกติแล้วนำมาลงกระเบื้องพออุ่นๆ คลึงนวดเบาๆอีกครั้ง แล้วใช้ผ้าคลุมหน้ารมควันให้ไก่พักผ่อน
ไก่โดนตีคางหรือลูกกระเดือก แผลนี้สำคัญ เพราะจะทำให้คอบวม ทำให้หายใจลำบาก จะแสดงอาการหายใจยาก มีเสียงดังในลำคอ หนีได้ง่ายๆ
วิธีแก้

แก้โดยเอาขนไก่ยอนคอ เอาเสลดหรือน้ำลายออกให้หมด ใช้น้ำมันพืชใส่ขนไก่แหย่ลงไปในลำคอค่อยๆ แล้วหมุนเบาๆ และใช้เนื้อมะเขือเทศ หรือส้มเขียวหวานให้กิน เพื่อให้ชุ่มคอ สดชื่น หายใจสะดวก ส่วนแผลบริเวณข้างนอก ให้ใช้ผ้ากราดน้ำชุบน้ำอุ่นมาประคบนวดเบาๆ
ไก่โดนตีหลัง ถ้าเป็นแผลที่ไม่เคยโดนมาก่อน ไก่อาจทรุดตัวเร็วและเจ็บปวด ผิวหนังบริเวณสันหลัง แดง เป็นผื่น ปีกตก เหมือนไก่ติดโรคเหงาซึม ขนลุกขนพอง
วิธีแก้

ใช้น้ำอุ่นประคบนวด คลึงเบาๆ โดยใช้มือข้างหนึ่งประคองที่อกไก่ชูขึ้น ใช้เข่าด้านหนึ่งหนุนก้น ใช้มืออีกด้านหนึ่ง นวด คลึงบริเวณแผ่นหลัง ทำหลายๆครั้ง ลงกระเบื้องเบาๆ แล้วปล่อยให้ไก่เดินดู หากอาการดีขึ้น ใช้ผ้าคลุมหัวรมควัน พักผ่อนเพื่อให้ไก่ได้มีแรง
ไก่โดนตีวงแดง ไก่จะเสียหลักง่าย อาจจะแพ้ได้ภายในยกเดียวหรือ 2 ยกก็ได้ เพราะบริเวณนี้มีความสำคัญมากในการต่อสู้ของไก่ วงแดงเริ่มจากปากมายังโขมงตา ถ้าไก่ปากหลุด ตาโดนตีมีอาการบวม หรือตาปิด จะทำให้ไก่สู้ได้ลำบาก
วิธีแก้

จะต้องทำการช่วยเหลืออย่างแม่นยำ รวดเร็ว ถ้าช้าจะไม่ทันเวลา เพราะต้องทำด้วยความละเอียด ปากหลุดต้องเข้าปาก ตาปิดต้องถ่างตา ซึ่งแต่ละอย่างต้องใช้เวลานาน พอสมควร แต่เวลาพักมีน้อย ดังนั้นจะต้องทำอย่างรวดเร็ว ส่วนแผลที่เกิดบริเวณวงแดง ก็ใช้ผ้ากราดน้ำชุบน้ำอุ่นๆคลึงเบาๆ และระวังอย่าให้หน้าไก่แห้งเป็นอันขาด เพราะจะทำให้หน้าไก่ตึง
ไก่โดนตีหัว ต้องตรวจดูให้ละเอียดว่าไก่โดนตีถูกส่วนไหน เพราะหัวไก่มีอวัยวะอยู่ คือ ปาก หงอน ตา โขนงตา(คิ้ว) หู ท้ายทอย ว่าไกโดนตีส่วนใด ส่วนไหนเป็นรอยมีลักษณะ ช้ำ บวม หรือเป็นแผล มือน้ำจะต้องรีบแก้ไข ส่วนนั้นก่อน เพื่อให้ไก่ฟื้นทุเลาจากอาการเจ็บปวด
ไก่โดนตีตา มือน้ำจะต้องรีบดูตาว่าเป็นอย่างไร ตาฟาง เลือดเข้าตา หรือตาแตก ถ้าตาฟางก็มองเห็นได้ แต่ไม่ชิดถ่างตาเข้าชนได้ ถ้าเลือดเข้าตา หรือตาแตก ไก่มองไม่เห็นแล้ว มือน้ำจะต้องเย็บปิดเอาไว้เลย คือเย็บขอบตาบน ขอบตาล่างปิดให้สนิทกัน ถ้าโดนตีซ้ำบ่อยๆจะเกิดความเสียวและเจ็บปวดมาก อาจจะหนีคู่ต่อสู้ได้
การแต่งแผล

การห้ามเลือดเย็บแผล

การห้ามเลือดเป็นเรื่องจำเป็น อีกเรื่องหนึ่งในการชนไก่ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลออกจากตัวไก่ หากไก่ที่ชนตกเลือดมากๆ จะทำให้ไก่วิงเวียน เป็นตะคิว บางทีอาจถึงตายได้ เพราะเลือดในร่างกายหมด การห้ามเลือดทำได้ดังนี้
1. แผลไม่เย็บ คือถูกแทงตรงโคนปาก ตรงจมูก จะเย็บยาก จะต้องหาวิธีห้ามเลือด มือน้ำบางคนจะใช้ใบกล้วยแห้งเคี้ยวปิดแผล เผาหญ้าแห้งเอาขี้เถ้าปิดแผล ใช้ใบพลูสดเคี้ยวปิดแผล ใช้ใบย่านางเคี้ยวปิดแผล แล้วเอาน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ที่ทำเช่นนี้ เพราะในกติกาของการชนไก่นั้นห้ามทายาที่เป็นแผนปัจจุบัน เช่นยาแดง ยาทาแผลสด และอื่นๆอีกหลายยา
2. แผลเย็บห้ามเลือด มือน้ำต้องดูให้ดีว่าเลือดออกน้อย หรือออกมาก การเย็บจะใช้อยู่ 2 วิธี คือ
2.1 เย็บแผลให้สนิทกัน ถ้าเลือดออกน้อยธรรมดา
2.2 เย็บผูกเส้นเลือดก่อน แล้วเย็บให้แผลสนิทกัน
การเย็บแผลไก่

การเย็บแผลไก่เมื่อออกมาพักยก มือน้ำจะต้องตรวจดูลักษณะแผลที่เกิดขึ้นกับไก่เสียก่อน ว่าเป็นแผลที่บริเวณส่วนไหนของไก่ คือ

  • แผลถูกแทงลำตัว โคนปีก แทงหัว แผลธรรมดาใช้ด้ายเบอร์ 20 เย็บ โดยใช้มือหยิบแผลทั้งสองด้านให้มาชิดกันแล้วแทงเข็มจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งให้หนาพอประมาณ เพื่อป้องกันการฉีกขาดของหนังหัว แต่อย่าให้หนามาก เพราะจะทำให้หนังไก่นั้นตึงเกินไป
  • ถูกแทงลูกตา ให้เย็บปิดตาให้สนิทเลย ใช้ด้ายเบอร์ 20 เย็บ
  • เย็บแตก ฉีกขาด ถูกจิกหรือตีซ้ำบ่อยๆ ปักเข็มที่หนังให้หนาพอประมาณ ดึงผูกแผลให้สนิท ส่วนมากประเภทนี้จะเย็บหลายเข็มเพราะเป็นแผลที่ฉีกขาดใหญ่ ใช้ด้ายเบอร์ 8 เพราะเส้นใหญ่ไม่ขาดง่าย
  • แผลถูกแทงในปาก ใช้เข็มเผาไฟเพื่อให้เข็มอ่อน แล้วดัดให้โค้งส่วนปลายแหลมเข็มจะอ่อนไม่หัก ใช้ครีมจับเข็มลงไปในปาก แล้วปักขอบแผลทั้งสองข้าง แล้วใช้ครีมจับเข็มดึงขึ้นมาจนพ้นปากไก่ แล้วผูกให้แผลสนิท ใช้กรรไกรเล็กยาว ยื่นลงไปตัดด้าย เลือดจะหยุดอย่างรวดเร็ว ใช้ด้ายเบอร์ 30 เพราะเส้นเล็กไม่ระคาย

 

 

เชิงชน-เพลงตี

เชิงชน

1. เชิงสาด ตีคู่ต่อสู้โดยไม่ต้องจิกหรือที่เรียกว่าสาดแข้งเปล่า
2. เชิงเท้าบ่า เอาไหล่ชนกันแล้วยืดคอไปจิกบ่าคู่ต่อสู้แล้วตีเข้าท้องหรือหน้าอก
3. เชิงลง มุดต่ำจิกขาจิกข้าง พอคู่ต่อสู้เผลอโดดขึ้นตี
4. เชิงมัด มุดเข้าปีก โผล่ไปจิกหัว หู หรือสร้อย แล้วตีเข้าหัว คอ หรือตะโพก
5. เชิงบน ใช้คอขี่พาด กด ล๊อค ทับ กอด ให้คู่ต่อสู้หลงตีตัวเอง เมื่อได้ทีจะจิกหู ด้านนอก หูใน หรือสร้อยแล้วตีเข้าท้ายทอย
6. เชิงม้าล่อ หลอกคู่ต่อสู้วิ่งตาม พอได้ทีตีสวนกลับ
7. เชิงตั้ง ยืนตั้งโด่ จิกสูงแล้วบินตี(เชิงนี้เสียเปรียบเชิงอื่น )
8. เชิงลายชักลิ่ม เอาหัวหนุนคอหนุนคางคู่ต่อสู้ ลอกให้อีกฝ่ายกดลงแล้วชักหัวออก พอคู่ต้อสู้พลาดก็จิกหัวตี ไก่เชิงนี้เป็นตัวปราบไก่เชิงบนขี้จุ้ยที่ขี่กอดทับแล้วไม่ตี

ในจำนวน 8 เพลงท่านี้ แบ่งแยกได้อีก 15 กระบวนยุทธ คือ
เชิงเท้าบ่า แยกเป็น เท้าตีตัว เท้าจิกหลังกระปุกน้ำมัน
เชิงหน้าตรง แยกเป็น ตีหน้ากระเพาะ หน้าคอ หน้าหงอน
เชิงมัด แยกเป็น มัดโคนปีก มัดปลายปีก
เชิงลง แยกเป็น มุดลงจิกขาลงซุกซ่อน ลงลอดทะลุหลัง
เชิงบน แยกเป็น ขี่ ทับ กอด ล๊อค มัด
เชิงลายชักลิ่มแยกเป็น ยุบหัว

ลีลาแม่ไม้เชิงไก่

ไก่เชิงจะแบ่งตามเพลงหรือเชิงตีได้หลายลีลา บางตัวก็ตีได้เชิงเดียว บางตัวก็ตีได้หลายเชิง ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่นักเลงไก่ต้องการมากที่สุดเพราะถือว่าครบเครื่อง กระบวนแม่ไม้ของไก่เชิงอย่างกว้างๆ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
ไก่เชิงชนสองคอ ลักษณะเป็นไก่ที่เดินเร็วกว่าคู่ต่อสู้ เป็นไก่เชิงบนจัดและยิ่งเป็นตัวที่ฉกาจจะพบว่ามันจะเข้ากอด กด ขี่ บด ขยี้ ล็อก มัด ท้าวบ่า ม้าล่อ ลงจิกขาลอดทะลุหาง ยิ่งมันไปเจอคู่ต่อสู้ยืนพิงแปะหน้า ยืนดินแน่นขาตายหรือช้า จะเสียเหลี่ยมแพ้ภัยตัวเองเพราะเดินไม่ทัน เพราะมันจะถูกไก่เชิงชนสองคอ กด ขี่ เอาอกทับไหล่คู่ต่อสู้อย่างเหนียวแน่น ขาเดินไวแน่นเพื่อเข้าท้ายและหลังคู่ต่อสู้ และหากมันสูงกว่าคู่ต่อสู้ก็ยิ่งเป็นต่อมากขึ้น ข้อเสียเปรียบก็มี คือ หากพบคู่ต่อสู้ที่เชิงเดียวกัน และดันเตี้ยกว่าคู่ต่อสู้ ความพลิกผันก็มีได้ เพราะไม่รู้จักหลบซุกปีกคู่ต่อสู้
ไก่เชิงสองคอสองปีก เป็นไก่เชิงที่มีเทคนิคสูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เป็นการพัฒนามาจากเชิงชนสองคอ แต่ฉลาดขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง มีลีลาจุกจิกแพรวพราวและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เมื่อเกิดเสียท่ามันจะรีบเปลี่ยนแม่ไม้กระบวนท่าเสียใหม่ โดยออกลีลาเชิงล่างมุดล็อกมัดปีก ยิ่งถ้ามันเดินไม่ทันคู่ต่อสู้จะรีบมุดเข้าปีกทำเชิงรัดมัดเพื่อให้คู่ต่อสู้ออ่นล้าเร็วยิ่งขึ้น และมันจะเป็นผู้ชนะในที่สุด
ไก่เชิงสองคอ สองปีก สองขา เป็นไก่เชิงสุดยอดที่บรรดาเซียนชื่นชอบ ซึ่งพัฒนามาจาก 2 ประเภทแรก แต่มีอาวุธหนักคือแข้งและมีแรงที่ดีด ลักษณะของไก่ประเภทนี้เป็นไก่เชิงลงลอดทะรุขา ทำให้คู้ต่อสู้ขาอ่อนและหมดแรง
สำหรับไก่เชิงที่มีลักษณะไก่ขี่ คือต้องเดินเร็วแบบแรมโบ้ไล่บดขยี้ชนิดถึงลูกถึงคน พอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
ไก่ขี่เดินใน หัวตั้งตรงแบบ 90 องศา เดินในเหนียวแน่นเกราะเกี่ยวดี และยังเป็นไก่ที่ปากไวหรือที่เรียกว่า ปากดึง ตีนถึง แต่นั้นหมายถึงเมื่อเจอไก่ยืน แต่ถ้าไปเจอไก่พม่าที่อาศัยการตีแบบสาด ตีเร็ว มีความคล่องตัวสูง หรือไก่ที่เชิงเดียวกันก็จะลำบากในการเกราะเกี่ยว หัวสูงก็จะหลุดง่ายก็มีสิทธิ์แพ้ได้เหมือนกัน ยิ่งไปเจอไก่สองปีกจัดๆ ตีสวาป แรง มีเปอร์เซ็นต์แพ้ได้สูงมากไปอีก
ไก่ขี่หัวลึก โดยหัวจะเฉียงเป็นมุม 45 องศา ลักษณะเข้ากอด โคนคอเหนียวแน่น เชิงชนจะมีภาษีดีกว่าเชิงขี่ใน ไก่ลักษณะนี้จะทำเชิงรูดโคนคอ เอี้ยวมาหาหูนอกหรือหูใน แต่แต่งตัวทำเชิงช้ากว่าจะตีได้ แต่ปลอดภัยเมื่อเจอไก่พม่าที่ฝีตีนจัด แต่ถ้าเจอไก่ประเภทไก่ปีก มุด มัด หรือไก่เดินใน กอดเกี่ยวก็เสี่ยงหน่อย เว้นแต่ว่ามันมีลำหักลำโค่นหนักก็พลิกกลับมาชนะได้
ไก่ขี่ล็อก กดโคนคอและหัว ถือเป็นไก่ขี่ที่เยี่ยมที่สุด ไก่ฝีตีนจัดอย่างไก่พม่าก็อ่อนใจ เพราะจะยุบและถอยไม่หยุดเพราะถูกกดโคนคอ ครั้นไปเจอกับไก่ขี่ด้วยกันก็จะได้เปรียบเชิง แต่ถ้าไปเจอไก่เชิงที่ตีเจ็บก็ต้องวัดว่าใครตีเจ็บมากกว่ากัน ไก่ขี่ดีจะต้องถนัดทั้งซ้ายและขวาพร้อมกับกอดเหนียวแน่น ยิ่งรูปร่างไม่เสียเปรียบก็ยากที่คู่ต่อสู้จะตีหัวได้ในทางตรงข้ามมันพยายามจับตีคู่ต่อสู้จนได้
ไก่ประเภทนี้จะเป็นไก่ฉลาดเดินดี คือ หลายจังหวะ มันจะประคองหัวคู่ต่อสู้ตลอดเวลา เรียกว่า กอดประคอง คู่ต่อสู้เดินช้ามันจะเดินช้าไปด้วย ไก่บางตัวเจอคู่ต่อสู้เดินช้าแต่มันไม่เดินช้าด้วย เอาไวลูกเดียว ทำให้หลุดได้ง่ายและพลาดง่ายอีกด้วย แบบนี้เรียกว่าเดินจังหวะเดียว
ไก่เชิงมัดสองปีก จะมีลักษณะมุดหัวซุกเข้าไปใต้ปีกของคู่ต่อสู้ได้ทั้งซ้ายและขวา และโผล่หัวออกมาทางโคนปีกหรือทางกลางปีกของคู่ต่อสู้ แล้วยืดหัวไปจิกคู่ต่อสู้ ดึงหรือกดแล้วตี โดยคู่ต่อสู้จะไม่มีโอกาสได้จิกตีมันเลย ส่วนมากมันจะจิกตีหัวและหลังคู่ต่อสู้ ไก่เชิงมัดมีอยู่ 3 แบบได้แก่ มัดโคนปีก มัด 7 เส้น มัดปลายปีก
ไก่เชิงมัด จะต้องเป็นไก่เดินเร็ว ถ้าเดินช้าความเก่งจะน้อยลง หากไปเจอคู่ต่อสู้ที่เดินเร็วกว่าจะมัดลำบาก ไก่มัดดีจะต้องเดินเร็ว หัวไหวหลบเข้าปีกซ้ายขวาได้คล่อง โดยคู่ต่อสู้งงไม่รู้ทาง และที่แน่นอนไก่เชิงมัดจะต้องอยู่ข้างคู่ต่อสู้ตลอดเวลาได้ตีหัวตลอดในลักษณะตีสวาปและทุบหลังเป็นหลัก สลับกับการตีสีข้างและปั้นขา ยิ่งไก่มัดเก่งๆเมื่อหัวเข้าปีกได้มันจะรีบบิดคอซ้ายและขวาโดยเร็วพร้อมเอาอกดันสีข้างคู่ต่อสู้ แล้วเอาหลังหรือไหล่ดันกระทุ้งคู่ต่อสู้โดยเร็วคู่ต่อสู้จะอ่อนลงเรื่อยๆ ไก่มัดจะหมดท่าไม่ได้เรื่องก็เมื่อไม่สามารถตีถูกคู่ต่อสู้ได้นั้นเอง
ไก่ลง เป็นไก่ที่เข้าเชิงชนแล้วก้มหัวต่ำ หัวของมันจะอยู่ในระดับหน้าคอ หน้ากระเพาะ และต่ำกว่า เช่น หัวต่ำ ไม่เดินแต่เบียดติดโดยแอบแนบหัวของมันหน้าคอคู่ต่อสู้บ้าง หน้ากระเพาะบ้าง หรือที่โคนคอ ซุกปีกแอบอยู่ใต้อก เมื่อคู่ต่อสู้เผลอก็จะรีบตีแล้วรีบแอบจนคู่ต่อสู้เพลียหมดปัญญามันจึงจะออกมาตีคู่ต่อสู้ มีบางตัวหัวต่ำเดินไม่หยุด เช่นหมุดเข้าปีกออกมาตีคู่ต่อสู้ มุดแบกขาโผล่ออกมาแล้วมุดตัวมาตี ลีลาไก่จำพวกนี้เรียกว่า เชิงเล็ดลอด ซุ่มซ่อน ลักตี ขโมยตี ไก่ลงลอดทะลุหางนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ( จากพอใช้ไปถึงดีมาก ) คือ ลงทะลุหาง ลงงัด ลงฉีกขา
ผู้สันทัดกรณียังให้ความเห็นของไก่ลงตัวที่เก่งๆว่า ขนหัวจะต้องไม่ร่วง มุดเข้าท้องเร็ว คู่ต่อสู้ไม่รู้ตัว กลับตัวตีเร็ว สำหรับไก่ฉีกขาหรือที่เรียกว่า”ไถนา” พอมันมุดเข้าท้อง พอหัวทะลุขา ไหล่มันจะอยู่ระหว่างขาตัวยืน มันจะรีบบิดส่วนคอพร้อมกับยกตัวคู่ต่อสู้จนเสียหลักเดินโขยก เขยกขาเดียวเนื่องจากขาอีกด้านหนึ่งอยู่บนหลัง จากนั้นเจ้าตัวอยู่ล่างก็พาแบกเดินไถไปเรื่อยๆ นานบ้างเร็วบ้างแล้วแต่จะหลุด ถูกทำบ่อยคู่ต่อสู้ก็หมดแรงเป็นฝ่ายถูกตีอยู่ล่ำไป ไก่เชิงที่มีฝีมือแพรวพราว โดยเฉพาะมีลีลามากกว่า 3 เชิงขึ้นไปจะได้เปรียบคู่ต่อสู้ แต่ถ้ามีลีลาครบเครื่องหรือที่เรียกว่า ” ไก่ทรงเครื่อง” ก็เชื่อขนมกินได้เลยหาผู้ไร้เทียมทานต่อกร แต่ก็หายากจริงๆ

ลูกตีและความหมาย
ลูกตี ความหมาย ลูกตี ความหมาย
เหยี่ยวถลาลม บินลอยตัวแล้วฟาดแข้งลงขย่มพสุธา ขี่ทับ
ขย่มทั้งตัวแล้วตี พับแผ่นฟ้า มัดขั้วปีก แล้วตีรวบตัวฟันแสกหน้า ตีคิ้วแตกหรือยุบ
กระยางกินปลา เท้าบ่า ยืดคอไปจิกตีหลัง กระสางมหอย ลงจิกขา
ควงสว่าน กอด ล๊อคคอให้คู่ต่อสู้วิ่งวน กุมภกรรณพุ่งหอก แทงเข้าหน้าอก
หาวเป็นดาวเป็นเดือน ตีเข้าคอเชือดจนอ้าปาก ลักกินขโมยกิน ลงซุ่มได้ทีแล้วโผล่ขึ้นมาตี
ม้วนธรณีตีปากล่างหัก หรือพับเข้าในปาก พับเสื่อ มัดปลายปีก แล้วตีรวบเข้าหัว เข้าตัว
แผ่ธรณี ตีรวบเท้าเข้าอก ล้มทาบพื้นปีกกางออก กกไข่ ตีตัวทรุด ย่อปีกกรอมแต่ยังไม่ล้ม
หักเหลี่ยมอินทรี ตีเข้าปากบน ปากหรือดั้งหัก ตีทัดดอกไม้ ตีข้างกกหู
จูงควายเทียมแอก จิกหัวดึงแล้วตี ส่งแขก หรือไสกบ ตีหัวพุ่งไปข้างหน้า
แม็คโค ตีหัวทิ่มพื้นยกไม่ขึ้น ผีพุ่งใต้ ตีหักทะลึ่งพรวดพราดบินออกนอกสังเวียน
ขี้หักใน ตีหัก แสดงอาการแบบเบ่งอึ สักกระหม่อม แทงบนหัวท้ายหงอน
จูงนางเข้าห้อง จิกหงอนแล้วไล่ตีลมสลาตัน ตีหักแล้วหมุน
ต่อหางเปีย ตีหัวจนขนหัวลุกชัน คลื่นใต้น้ำ จิกใต้อกหรือใต้ปีก
ดับตะเกียง ตีตาปิด มืด ปากถึงตีนถึง จิกแล้วตีเลย
ถล่มกองบัญชาการ ตีหัวอย่างเดียวจนหัวบวม หัวแตก ขอมดำดิน มุดวิ่งหนีหรือซุกหัว
หนูไต่ราวจิกหูในตี กวางเหลียวหลัง จิกหูนอกดึงให้หันหน้ากลับแล้วตี
กระหังติดปีก ตีหัก กระโดดบินในสังเวียน เจ้าเมืองแผ่อำนาจ เตะสาดแข้งเปล่า
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ตีซ้ำติด ๆ กัน ตีหัวเข้าบ้าน ตีแล้วแอบซุก ได้จังหวะจึงขึ้นมาตีใหม่
ประสานแข้ง ต่างจิกแล้วบินขึ้นตีพร้อมกัน

นิ้วงามตามตำรา

อวัยวะส่วนสำคัญของไก่ชนอีกอย่างหนึ่ง ที่ในตำราโบราณได้ว่าไว้นั่นคือส่วนที่เรียกว่า “นิ้ว ไก่” ว่ากันว่านิ้วของไก่ตัวใดที่ถูกต้องตามตำรานั้น ย่อมจะแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของไก่ที่มีความเก่งฉกาจเหนือไก่ธรรมดาโดยทั่วไป โดยตำราโบราณได้กล่าวถึงรายละเอียดของนิ้วไก่ที่ดีดังต่อไปนี้
สุดยอดของไก่ตามตำราที่ว่าไว้ก็คือ ลักษณะ “ก้อย 5 หน้า 21″หรือ “ก้อย 5 หน้า 16 ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน โดยตามตำราถือว่าเป็นสูตรของนิ้วไก่ที่ดี และทั้งสองลักษณะดังกล่าวจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป

ลักษณะที่ 1 “ก้อย 5 หน้า 21”

คำว่าก้อยนั้นหมายถึงนิ้วก้อยหลังของไก่ ส่วนคำว่าหน้าก็มีความหมายถึงนิ้วกลางของไก่นั่นเอง สำหรับตัวเลขที่กำกับอยู่นั้น หมายถึงจำนวนของเกล็ดที่มีอยู่บนนิ้วซึ่งจะนับตั้งแต่ปลายเล็บไปถึงโคนนิ้ว ดังนั้นคำว่า “ก้อย 5 หน้า 21” จึงหมายถึงเกล็ดบนนิ้วของไก่ ซึ่งก้อยหลังควรจะมี 5 เกล็ดและนิ้วกลางควรจะมี 21 เกล็ดนั้นเอง
ลักษณะดังกล่าวจะเห็นได้ว่า
เมื่อยามที่ไก่ยืนอยู่เฉยๆ จะมองเห็นเป็นมุมซึ่งเป็นจุดตัดแบ่งแยกระหว่างเกล็ดของนิ้วกับเกล็ดของแข้งพอดี ไก่ตัวใดที่มีนิ้วตรงตามตำรา คือก้อย 5 หน้า 21 ก็ถือได้ว่าเป็นไก่ที่มีนิ้วเป็น “นิ้วขุนนาง” เป็นไก่ที่มีความสามารถในการตีสูง คือตีไก่เจ็บ ตีไก่กลัว และหนีเอาง่ายๆ ถึงแม้ว่าจะโดนเจ็บไม่เท่าไหร่ก็ตาม เรียกว่าตีไก่กลัวง่ายนั้นเอง ไก่ประเภทนี้ ส่วนใหญ่มักจะใช้นิ้วที่ยาวเรียวเป็นอาวุธในการโจมตีคู่ต่อสู้มากกว่าจะใช้เดือย
ลักษณะที่ 2 “ก้อย 5 หน้า 16”

ลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงกับไก่นิ้ว “ก้อย 5 หน้า 21” จะต่างกันเพียงจำนวนตัวเลขของเกล็ดนิ้วกลางที่จะมีอยู่เพียง 16 เกล็ด ไก่ประเภทนี้ตามตำรากล่าวเอาไว้ว่าจะเป็นไก่ที่มีฝีตีนจัดจ้านมาก มีความว่องไวสูง มีความหนักหน่วงทุกท่วงทำนองการตี หากตีคู่ต่อสู้ในแต่ละทีมักจะเกิดอาการหักง่ายๆเหมือนกัน
ไก่ที่มีนิ้วประเภทนี้
แม้จะตีคู่ต่อสู้หักไม่กลัวจนหนีไปเหมือนกับไก่ที่มีเกล็ดนิ้วหน้า 21 เกล็ดก็ตาม แต่ก็สามารถที่จะทำให้คู่ต่อสู้หักจนตายได้ง่ายเหมือนกัน เช่นเดียวกับคำที่เรียกว่า “มะขามข้อเดียว” ซึ่งมีพละกำลังเหนือปกติธรรมดานั้นเอง
สำหรับก้อยหลังที่มี 5 เกล็ดนี้
ตามตำราได้กล่าวไว้เช่นกันว่า ไก่ที่มีเกล็ดนิ้วก้อยหลัง 5 เกล็ด หมายถึงจะเป็นไก่ที่มี เพลงตีที่เจ็บปวดและสามารถทำให้คู่ต่อสู้หักได้
ไก่นิ้วงามตามตำรา
จึงหมายถึงไก่ที่มีเกล็ดตรงตามตำราดังกล่าว โดยทั้งก้อยหลังและนิ้วกลางหน้า ควรจะต้องมีครบทั้งหน้าและหลัง ไม่ใช่มีแต่เพียงก้อยหลังอย่างเดียว หรือนิ้วก้อยหน้าเพียงอย่างเดียว จึงจะเรียกได้ว่าเป็นไก่นิ้วงามตามตำราจริงๆ
การนับเกล็ดอย่างถูกวิธีนั้น
กระทำได้โดยก่อนนับให้จับไก่ขึ้นแล้วดูที่โคนนิ้ว จับไก่ให้ยืนอยู่เฉยๆ แล้วเริ่มนับตั้งแต่เกล็ดที่อยู่ตรงมุมพับของนิ้วพอดีเป็นเกล็ดแรก หากมีการทับกันระหว่างเกล็ดหน้าแข้งกับเกล็ดนิ้ว จะต้องดูให้ดี ต้องแยกให้ชัดเจนว่าเกล็ดที่ถูกทับนั้นเป็นเกล็ดของนิ้วหรือเกล็ดของแข้งกันแน่
วิธีสังเกตง่ายๆก็คือ
ให้แหวกดู ถ้าเกล็ดหงายขึ้นก็ถือว่าเป็นเกล็ดของนิ้ว หากเกล็ดตะแคงข้างก็ให้สรุปไปเลยว่าเป็นเกล็ดของแข้ง ให้เริ่มนับมาจนถึงปลายนิ้ว ว่ามีกี่เกล็ด หากถูกต้องตามตำราก็ถือว่าเป็นไก่ที่มีนิ้วงามถูกต้องตามตำราโบราณ
โดยทั่วไปแล้ว ไก่ที่มีเกล็ดนิ้วงามตามตำรา จะมีอยู่ไม่มากมายนัก จัดได้ว่าหายากพอสมควร ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้ว ก้อยหลังของไก่ส่วนใหญ่จะมีอยู่ 6 เกล็ดและนิ้วกลางจะมีอยู่ 19-20 เกล็ดเท่านั้น